Archive for the ‘สถานที่หนึ่งในหัวใจ’ Category
ขอเชิญร่วมงานมหกรรมหนังสือครั้งที่ 14
ในงานมหกรรมหนังสือ ครั้งที่ 14
พบกับบู๊ธ ALTERNATIVE WRITERS หมายเลขบู๊ธ O15 โซนซีชั้นหนึ่ง ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 15 – 25 ตุลาคม 2552 ระหว่างเวลา 10.00น.-20.30 น.
ที่บู๊ธพบกับหนังสือจากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมายอาทิเช่น สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น ของปราบดา หยุ่น สำนักพิมพ์กำมะหยี่ ผู้จัดพิมพ์งานของมูราคามิ สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊ค ของภิญโญ ไตรมิตรสิริยะ สำนักพิมพ์สมมติ ผู้ผลิตงานน่าสนใจ รวมถึงหนังสือหนัง ไบโอสโคป (Bioscope) หนังสือ Happening สำนักพิมพ์ Way ของอธิคม เป็นต้น
สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ร้านหนังสือที่รวบรวมผลงานจากหลากหลายสำนักพิมพ์นอกกระแสที่มากที่สุด และเปิดเฉพาะในงานมหกรรมหนังสือ และสัปดาห์หนังสือเท่านั้น
เราเลือกหนังสือเพื่อคุณ

บู๊ธ Alternative Writers หมายเลขบู๊ธ O15

บู๊ธ Alternative Writer O15
Bomroya: Melody of Tears
Bomroya: Melody of Tears
มาเก๊าวันฝนฉ่ำ
ผมตื่นนอนประมาณเจ็ดโมงเช้าด้วยอาการสะลึมสะลือเต็มพิกัด มองไปยังหน้าต่างที่ปิดด้วยม่านสองชั้น มีเพียงแสงสีขาวรอดเข้ามาเพียงเล็กน้อย ขยับพลิกตัวอีกครั้งหนึ่ง หลับตาพยายามจะนอนหลับแต่ก็ไม่หลับจึงตัดสินใจลุกจากที่นอน เดินมาที่ม่าน แง้มม่านดูบรรยากาศข้างนอก ฝนเทลงมาอย่างหนักต่อเนื่อง เมฆเทาปกคลุมท้องฟ้า น้ำฝนเกาะพราวที่กระจก วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเดินทาง เรามีเวลาเดินเที่ยวที่มาเก๊าอีกเกือบจะหนึ่งวัน
ไม่รู้มีอะไรดลใจให้เรากลับไปที่ Saint Paul Ruin ทั้งที่เมื่อเย็นวานเราก็ไปที่นั่นมาแล้วหนหนึ่ง และใช้เวลาถ่ายรูปนั่งชมวิวกันหลายชั่วโมง กินข้าวเช้าจากโรงแรมเรียบร้อยเราก็ขึ้นมาพักที่ห้อง อาบน้ำแต่งตัว รอให้ฝนหยุดตก ผมอาศัยช่วงนี้งีบหลับอีกหนหนึ่ง ราว ๆ เที่ยงเราจึงออกจากโรงแรมไปที่ซากโบสถ์ Saint Paul ท่ามกลางความฉ่ำของบรรยากาศ
ไปถึงที่เซ็นต์ปอล ผมมุ่งตรงไปยังป้อมปราการโบราญที่อยู่ทางด้านขวามือ ที่นั่นถูกดัดแปลงให้เป็นสวนสาธารณะสวยงาม ทั้งต้นไม้ใหญ่และต้นไม้ประดับ เมื่อไปถึงยอดสุดของป้อมพบว่ามันเป็นป้อมที่ใหญ่มาก พวกโปตุเกสไปที่แห่งไหนชอบที่จะสร้างป้อมเสมอ ต่างจากพวกฮอลแลนด์และอังกฤษ บนป้อมสามารถมองเห็นเมืองมาเก๊าได้ 360 องศา ผมถ่ายรูปมาเยอะพอสมควร ถ่ายรูปเสร็จจึงเดินกลับลงมาสมทบกับครอบครัวที่พากันไปช๊อปปิ้งที่ร้านขายของเล่น
เมื่อครบองค์คณะแล้ว หมูขอตัวไปห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ข้างเซ็นต์ปอล ระหว่างที่รอ ผมมองไปยังถนนซึ่งมีตัวตึกสีเหลืองอ่อนตั้งอยู่ทางขวามือ ถนนเส้นนี้เป็นถนนเล็ก ๆ ที่ตัดกับถนนสู่เซ็นต์ปอล งเมื่อวานเราก็มองดูมันอยู่ แต่ไม่ได้เดินเข้าไป เพราะคิดว่าเป็นร้านอาหาร แต่วันนี้หมูชวนให้เดินดูจะได้ไปถ่ายรูป
มองผ่านกระจก หน้าต่างห้องแสดงภาพ

เดินเข้าไปถึงตัวอาคารก็ยังรู้สึกงงเพราะมันไม่ใช่ร้านอาหารแต่เป็น Gallery แสดงภาพ โดยห้องแรกเป็นงานร่วมสมัยของศิลปินมาเก๊า ผมเดินเข้าไปดูงานซึ่งมีไม่มากชิ้นนัก แนวของงานเป็นภาพแอบสแต๊ค ดูแล้วไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ อาจะเป็นเพราะผมไม่ค่อยพิศมัยกับงานแอบสแต๊คนัก ไม่ใช่ว่าดูแล้วไม่เข้าใจนะครับ แต่ผมคิดว่าเทคนิคภาพของแอบสแตคมันไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของศิลปินได้ครบถ้วน มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ชมเป็นหลักด้วย งานแอบสแตคจะสมบุรณ์ได้ ศิลปินจะต้องเป็นที่รู้จัก และเราศึกษางานของเขามาแล้วระยะหนึ่ง
ออกมาจากห้องแสดงภาพแรกก็เดินมาเรื่อย ๆ จนถึงปลายสุดของถนน ผมไปสะดุดใจอยู่ที่หน้าต่าง ซึ่งมีตัวอักษรสีเขียเอาไว้บนกระจก of Tears Melody ทำให้ผมมองเข้าไปด้านในห้องเล็ก ๆ สี่เหลี่ยมนั้น จึงได้รู้ว่าแท้แล้วมีงานแสดงภาพอีกชุดหนึ่งอยู่ที่นี่
ทางเข้าตัวอาคารเป็นประตูเล็ก ๆ กำแพงด้านซ้ายศิลปินแขวนภาพผลงานต่าง ๆ เอาไว้โดยไม่ใช่กรอบ บ้างอยู่ในถุงแฟ้มพลาสสติก ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นภาพเขียนของฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ศิลปินสาวชาวอาเจนตินาที่มีผลงานโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
ทางเข้า

เมื่อเดินเข้าไปยังห้องแสดงงาน เสียงเพลงจากวิทยุเครื่องเล็กดังแว่วเป็นบรรยากาศจากมุมห้อง ภาพวาดหลายสิบภาพแขวนอยู่บนผนัง ภาพแต่ละภาพแม้จะได้รับอิทธิพลจากศิลปินหลากหลาย ทว่าก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เป็นการนำภาพเก่ามาเล่าด้วยมุมมองใหม่ จนผู้ชมได้รับสารซึ่งแตกต่างจากเดิม จะบอกว่าภาพของเธออาจะไม่เนี๊ยบเท่าศิลปินใหญ่ แต่อารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกมาจากภาพกลับมีความแจ่มชัด มีความซื่อตรง มีความงดงามโดยไม่เสแสร้ง ซึ่งตรงนี้เองที่ผมคิดว่าศิลปินไทยยังไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จะบอกว่างานของศิลปินไทยหลายคนมักเทศนาในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อก็อาจจะถูกส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งคิดว่าภาพงานศิลปะจะต้องสอดแทรกเรื่องราวในการวิจารณ์สังคมอย่างเข้มข้น ซึ่งผมว่ามันไม่จำเป็นสำหรับงานทุกชิ้น ทว่างานที่ต้องการแสดงอารมณ์นั้น อารมณ์ของภาพจะต้องเข้มข้น ดังที่ Bomroya สามารถสำแดงภาพของเธอเต็มที่ผ่านศักยภาพของเธอ
ดูภาพแล้วจึงได้รู้ว่าศิลปินที่มาแสดงงานเป็นสาวชาวเกาหลีนามว่า Bomroya เมื่ออ่านสูจิบัตรเพิ่งรู้ว่าเมือวานเธอมาเปิดงานด้วยการแสดงดนตรี และไม่ต้องสงสัยเพลงที่เปิดเป็นบรรยากาศของงานแสดงภาพก็คือเพลงที่เธอร้องและแต่งร่วมกับเพื่อนนักดนตรี ไม่อยากเชื่อว่าความบังเอิญจะทำให้ได้รู้จักศิลปินคนนี้ พร้อมกันนั้นผมก็ได้ซื้อแผ่นซีดีเพลงที่เธอร้องติดมือมาฟังที่กรุงเทพฯด้วย
ผมยังนึกในใจว่าถ้ามีโอกาสอยากชักชวนให้เธอมาร่วมงานกับสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมสักหน่อย
แนวความคิดของงานแสดง

สูจิบัตร หนังสือที่ศิลปินเขียน

มุมห้องแสดงงาน เปิดเพลงของBomroya สร้างบรรยากาศได้ดี







ฮ่องกงฝนพรำ [Chapter 3]
ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ] [ Chapter 2 ] [ Chapter 3
จุดหมายปลายทางคือดิสนีย์แลนด์ รถไฟใต้ดินนำเราไปถึงปากทางเข้าดิสต์นีแลนด์ (Disneyland Hong Kong Resort) เลยครับ

สะดวกที่สุด ไปถึงฝนปอย ๆ ก็ตกไม่นานก็หยุด ค่าผ่านประตูคนละ 350 เหรียญ เข้าไปแล้วเล่นได้ทุกอย่าง แต่ห้ามเอาน้ำเอาอาหารเข้าไป ต้องไปซื้อกินในนั้น ก่อนเดินทางมีคนแนะนำว่าเอาขวดเปล่าเข้าไปจากนั้นไปกรอกน้ำที่จุดดื่มน้ำหน้าห้องน้ำ

แต่ที่จริงราคาอาหารข้างในก็แพงกว่าข้างนอกนิดหน่อย นาน ๆ มาที ของก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว 555
มาสวนสนุกแล้วทำให้นึกถึงวัยเด็ก ไม่มีโอกาสเที่ยวแบบนี้ ดูเด็ก ๆ เล่นเครื่องเล่นแล้วก็เข้าใจเหมือนกันว่าบางทีถ้ามีโอกาสก็เข้าไปเที่ยวสวนสนุกเถอะ
กลับจากดิสนีแลนด์ หมดแรงครับ กว่าจะกลับมาถึงย่านที่พักทุ่มกว่า ๆ หาอาหารกินแถวนั้น เป็นก๋วยเตี๋ยวแบบญวน ผักเยอะน้ำซุปร้อน ลืมไปว่าอาหารที่นี่เสิร์ฟแบบร้อน ๆ ทุกจาน ข้าวสวยร้อนมาก พวกน้ำแกงร้อน แต่กินแล้วทำให้อุ่นท้องดีแท้
วันนี้ตั้งใจว่ายังไงต้องเดินที่ถนนนาธานให้ได้ แม้จะเหนื่อยจากดิสนีมาทั้งวันก็ต้องเดินครับ มาเที่ยวแบบนี้การเดินจนเหนื่อยเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่เที่ยวก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่
เดินบนถนนนาธานได้สักพักรู้สึกว่ามันเหมือนเยาวราช แต่เป็นระเบียบกว่า เลยลองเดินเข้าไปตามตรอกซอกซอย ก็พบว่าเขาปิดถนนให้คนมาขายของ มาแสดงดนตรี แสดงหุ่นใบ้กัน ร้านอาหารญี่ปุ่นคนนิยมต่อแถวเข้าไปกิน เดินลัดมาอีกซอยเป็นย่านร้านอาหาร
ดูดีกว่าแถวย่านที่เราพักอีก แถมยังมีหลายร้านให้เลือก เดินไม่ไกลจากที่พัก เดินจนเหนื่อยต้องลากขากลับไปที่โรงแรม พรุ่งนี้ค่อยมาลุยย่านนี้ต่อ
คนฮ่องกงตื่นสายนอนดึก เพราะกว่าที่ถนนน่าที่พักจะเงียบเสียงลงได้ ต้องเป็นช่วงตีสามตีสี่ (คนจีนเป็นแบบนี้ครับ เรื่องเอะอะโวยวายเป็นเรื่องธรรมชาติ)
ส่วนตอนเช้าเก้าโมงสิบโมง คนบนถนนยังบางตาร้านรวงยังไม่เปิด บางร้านเปิดหลังเที่ยงด้วยซ้ำ
ร้านอาหารที่นี่บางร้านจะเปิดเช้า แต่ตอนเช้าจะขายเฉพาะอาหารว่างๆ กาแฟ แซนด์วิช ช่วงสิบเอ็ดโมงจึงจะเริ่มขายอาหารกลางวัน และอาหารเย็นก็จะเป็นอีกเซ็ตหนึ่ง ผมสังเกตดูว่าแม้แต่คนขายก็มีสองกะ

ร้านอาหารที่พบได้ทั่วไปที่ฮ่องกง

ร้านรวงพึ่งตั้งร้าน
ฮ่องกงฝนพรำ [Chapter 2]
ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ] [ Chapter 2 ] [ Chapter 3

กินข้าวอิ่มท้อง ถึงเวลาออกเดินทาง
การไปเที่ยวเองโดยไม่พึ่งทัวร์ ก็คือข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวคือสิ่งจำเป้นลำดับแรก ต้องค้นหาไปล่วงหน้า ซึ่งผมมีคนข้าง ๆ ทำให้เลยสบายไป
สถานที่เราจะไปคือ The Peak หรือภูเขาที่อยู่กลางนครฮ่องกงนั่นเอง
ตอนที่บอกว่าจะไป The Peak ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
จากมงกกเราต้องไปยังสถานีเซ็นทรัล สถานีเซ็นทรัลคือหัวใจในการต่อรถไฟใต้ดิน พอลงรถต้องไปนั่งรถเมล์สองชั้นสาย 15C รถเมล์สาย 15C จอดอยู่ที่ริมแม่น้ำ กว่าจะเดินหาก็แทบตายครับ พอถึงสถานีรถฝนก็เทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา กว่าจะขึ้นรถสาย 15C ได้ก็ทุลักทุเลใช่เล่น อากาศที่ฮ่องกงประมาณ 22-25 องศา ไม่ร้อนไม่หนาว แต่โดนฝนเนี่ยทำให้หนาวขึ้นมาเหมือนกัน นั่งรถสาย 15C ผ่านกลางเมืองไปได้สิบห้านาทีก็หมดระยะ ลงจากรถเมล์ต้องไปต่อรถราง (Tram) เป็นรถรางสายเก่าที่จะพาเราขึ้นไปบนยอดเขา The Peak ค่ารถรางเราสามารถใช้บัตรปลาหมึกผ่านทางได้เลยครับ ไม่ต้องซื้อตั๋วใหม่ (เช่นเดียวกับรถเมล์ก็เอาบัตรจ่อไปที่บอร์ดเก็บเงิน)

ตอนแรกผมคิดว่ายอดเขาคงสูงพอ ๆ กับ เขาวัง รถรางที่เขาวังก็ใช้เวลานั่งไม่กี่นาที แต่พอขึ้นไปคิดผิดครับ เพราะระยะทางขึ้นเขานั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใช้เวลานั่งสักสิบนาที จอดที่สถานีก็มีพวกห้าง ร้านอาหาร และพิพพิธพันธ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซ
เดอะพีคก็เป็นจุดชมวิวนี่แหละครับ มันจะมองเห็นฮ่องกงในมุมที่สูงสุด ที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือตัวตึกที่เสียดมาถึงยอดเขา อากาศที่เดอะพีคลมพัดแรงมาก อากาศก็เย็นจนหนาว ควรจะเตรียมเสื้อกันลม หรือกันหนาวไปด้วยถ้ามากับทัวร์ เราจะไม่อาจจดื่มด่ำบรรยากาศได้นาน ๆ เราอยู่บนพีคกันหลายชั่วโมง ถ่ายรูป ดื่มกาแฟ นั่งมองคนเดินปลิวไปตามลม
จนค่ำจึงกลับ
ขากลับเรากลับโดยรถเมล์สองชั้น สาย 15 ลงเขาซึ่งคดเคี้ยวและชันสุด ๆ แต่ได้เห็นบ้าน ซึ่งน่าจะเป็นย่านคนรวยของฮ่องกง เพราะอยู่บนเนินเขา
ที่น่าสนใจคือที่ฮ่องกง ห้างสรรพสินค้าจะต้องยกพื้นสูง เพื่อให้ใต้อาคารสามารถเป็นท่ารถเมล์ ซึ่งผมคิดว่ามันเวิร์คมาก ๆ เพราะรถเมล์เข้าไปจอดรอผู้โดยสารใต้อาคาร รวมถึงแท็กซี่ ทำให้รถไม่ติดขัดเลย ทั้งที่ถนนเล็กกว่าบ้านเรามากขากลับทั้งหิวทั้งหนาว กะว่ากลับไปกินข้าวร้านเดิมแล้วก็ขึ้นพัก พรุ่งนี้ต้องเดินทางและเดินเที่ยวอีกหลายโปรแกรม
ร้านอาหารที่นี่พอเปลี่ยนเวลาเย็นจะมีเมนูเพิ่มขึ้น ผมไม่รู้จะกินอะไรก็ชี้เอาตามโต๊ะข้าง ๆ เลยได้เมนูนี้มา

มันคือปลาอบหม้อดิน ซึ่งมาพร้อมกับข้าวหนึ่งถ้วย เยอะมากครับ จานเดียวจอด
ออกจากร้านข้าวแวะเซเว่นซื้อน้ำสองขวด ไฮเนเก้นสองกระป๋อง ถึงโรงแรมเมื่อยขาสุด ๆ นี่แค่วันแรกยังน่วมขนาดนี้ อาบน้ำ ดื่มเบียร์ ห้องเล็กแค่ไหนก็สลบไสลครับ
วรกรรมจริง ๆ ตื่นตั้งแต่ตีสี่ จะนอนต่อก็นอนไม่หลับ มางีบอีกทีตอนหกโมงเช้า
วันนี้โปรแกรมคือดิสนีย์แลนด์ฮ่องกง เป็นโปรแกรมรีเควซจากคนในครอบครัว
ดิสนีย์เปิดตอนสิบโมงเช้า เราจึงมีเวลาเอ้อระเหย อาบน้ำเสร็จลงไปกินโจ๊ก
ระหว่างรอลิฟต์ติดใจโปสเตอร์ "มวยไทย" มาตั้งแต่เมื่อวาน
ยอมรับว่ากราฟฟิกดีไซน์ยอดเยี่ยมมาก

ร้านโจ๊กที่เราหมายตาไว้อยู่ด้านหน้าตึก ที่นี่เขาทำปาท่องโก๋ตัวยาวประมาณ 4 ตัวขนาดบ้านเราต่อกัน เวลาไปกินถ้าอยากกินปาท่องโก๋ อย่าสั่งว่าปาท่องโก๋ เพราะมิฉะนั้นจะได้แป้งนึ่งมากินแทน
ส่วนผมใช้วิธีชี้ ๆ ไม่พลาดแน่แบบนี้ ส่วนโจ๊กนั้นมีหลายรถชาติ มีทั้งโจ๊กเนื้อ ใส่ไข่ ใส่ไข่เยี่ยวมา โจ๊กปลา (ใส่ขิง) โจ๊กหมู รสชาติไม่เหมือนบ้านเรา โจ๊กของเขาจะออกเป็นนำ้มากกว่าข้าว สำหรับผมไม่ติดใจเรื่องโจ๊กเท่าไหร่ ไม่ถูกปาก
แต่ที่พลาดดันสั่งกาแฟร้อน เขาใส่นมมาด้วย ปกติผมดื่มกาแฟดำ มาเจอกาแฟนมเลยทำให้ท้องอืดไปเหมือนกัน




