Paganini Blog

Small Story

Posts Tagged ‘ฮ่องกง

ร้านเจริญไทย: อาหารจีนสำหรับทุกคน

without comments

ร้านเจริญไทย: อาหารจีนสำหรับทุกคน

หน้าร้านเจริญไทย อาซ้อของร้านคอยบริการลูกค้า

ร้านเจริญไทย หรือที่เรียกันติดปากว่า 106 (106 มาจากชื่อสายรถเมล์ 106 จอดพักรถตรงหน้าร้าน) เป็นร้านอาหารจีนในแบบกวางตุ้ง-ฮ่องกง ที่มีชื่อมายาวนานในย่านฝั่งธนบุรี อาหารขึ้นชื่อของร้านเจริญไทยคือสุกี้ ที่ไม่เหมือนสุกี้ขึ้นห้าง สุกี้ของที่นี่เป็นสูตรต้นตำรับที่หากินที่ไหนไม่ได้ ถ้ามากันหลาย ๆ คนการสั่งสุกี้หม้อหนึ่งนั้นคุ้มสุดคุ้มครับ สุกี้เจริญไทยเขาจะจัดมาเป็นชุด เครื่องต่าง ๆหลากหลายอาทิเช่นเนื้อ เนื้อหมู เนื้อไก่ เครื่องในหมู ของทะเล ปลาหมึกแช่ ลูกชิ้น จะรวมมาอยู่ในจานเดียวกันจากนั้นทางร้านจะใส่เครื่องหมักสูตรเฉพาะราดลงไป เครื่องหมักนี้จะเพิ่มรสชาติให้น้ำซุปหอมอร่อย และสุดท้ายจะตอกไข่สองใยลงบนข้างหน้า พอน้ำเดือด คนอาหารสดในจานให้เข้ากับเครื่องปรุงสูตรพิเศษ จากนั้นก้ลงไปลวกในน้ำซุป อาหารเมนูนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด โดยเฉพาะน้ำจิ้มสุกี้ซึ่งผมว่าอร่อยกว่าน้ำจิ้มเอ็มเคเทียบไม่ติด

หมูย่าง ราดด้วยน้ำมันงา โรยงาขาว

แต่วันนี้ผกาไม่อยากกินสุกี้ ทางร้านยังมีบริการบาบีคิว หรือหมูย่าง-เนื้อย่างเอาไว้ เมนี้นี้ก็เป็นที่ขึ้นชื่ออีกเมนูหนึ่งที่อร่อยเหาะไม่แพ้กัน หมู-เนื้อของเจ้านี้ จะหมักมาได้ที่ ไม่เหนียว แต่มีความอ่อนนุ่มอร่อย เนื้อจะเรียงบนจานเปล ราดด้วยน้ำมันงา และโรยด้วยงาขาว น้ำจิ้มของหมู-เนื้อย่างก็อร่อยครับ ปรุงด้วยกระเทียมพริกช่วยเพิ่มความเข้มข้น

นอกจากเมนูหลัก สุกี้-บาบีคิว แล้ว ทางร้านยังมีอาหารจีนอีกหลายสิบเมนู เมนูที่ผกาขอแนะนำเป็นเมนูที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

จานแรกเพื่อเรียกน้ำย่อย “ออส่วนแบบนิ่ม” ออส่วนแบบนิ่มเป็นเมนูที่ทำให้อร่อยยากมาก คนส่วนใหญ่อาจจะคุ้นเคยกับออส่วนกระทะร้อน (ที่เจริญไทยก็มีเมนุนี้) แต่ผมว่าออส่วนกระทะร้อนใคร ๆ ก็ทำได้ แต่เจริญไทยทำออส่วนนิ่มอร่อยสุดยอดครับ หอยนางรมตัวใหญ่ ผัดกับไข่และแป้งนิ่ม ๆ แต่เครื่องปรุงลับที่สร้างรสสัมผัสก็คือ ไชโป๊วสับที่ใส่ลงไปนี่แหละครับเพิ่มรสชาติอย่างดี กินกับพริกศรีราชาอร่อยมาก แนะนำว่าต้องกินตอนร้อน ๆ เท่านั้น อย่าปล่อยให้เย็นนะครับ เพราะถ้าเย็นแล้วเมนูนี้จบกัน

ออส่วนแบบนิ่ม กินตอนร้อนเท่านั้น

จานที่สองเรียกน้ำย่อยเช่นกันคือกระเพาะปลาผัดแห้ง กระเพาะปลาที่นิ่มหอม ผัดกับถัวงอก ไข่ นึกแล้วน้ำลายไหลครับ

กระเพาะปลาผัดแห้ง

จานที่สามที่ผมไม่เคยพลาด หมูผัดก้านคะน้าน้ำมันหอย (ถ้าคนกินเนื้อ เนื้อผัดก้านคะน้าน้ำมันหอย ก็อร่อยไม่แพ้กัน) ก้านคะน้าที่กรอบอร่อย ส่วนหมูก็หมักจนได้ที่ น้ำมันหอยที่ผัดมาได้อย่างกลมกลืนลงตัว (ทานกับข้าวสวยต้องยกสองนิ้ว)

หมูผัดก้านคะน้าน่ำมันหอย

จานสุดท้ายเป็นสุดยอดของสุดยอด หรือไฮไลต์ของการกินอาหารร้านเจริญไทย เมนูนี้คือ เนื้อแพตุ๋นน้ำแดง คนที่ไม่ทานเนื้อแพะมาก่อน น่าจะลองได้นะครับ เพราะเนื้อแพะของเจริญไทยไม่มีกลิ่นสาปเลย (ซึ่งเหล่าฮาร์ดคอร์อาจจะไม่ชอบ) แต่เท่าที่ผมกินเนื้อแพะตุ๋นมาหลายเจ้า ของเจริญไทยนั้นอร่อย น้ำแดงกลมกล่อม ที่ผมชอบมากก้คือฟองเต้าหู้ที่ใส่เข้ามานี่แหละครับ อร่อยมาก เนื้อแพะเปื่อยนุ่ม เครื่องเทศไม่ฉุนจนเกินไป เมนูนี้เหมาะกับฤดูหนาว ช่วยบำรุงร่างกายให้อุ่นได้อย่างดี

แพะตุ๋นน้ำแดง

สถานที่ตั้ง : ร้านเจริญไทย ตั้งอยู่บนถนนลาดหญ้า หากมาจากวงเวียนใหญ่จะอยู่ฝั่งขวามือ ก่อนถึงสี่แยกคลองสาน และโรงพยาบาลตากสิน หน้าร้านสามารถจอดรถได้ ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 11.00 น. จนถึง 22.00 น. ร้านเจริญไทยเสิร์ฟอาหารได้เร็ว ดังนั้นไม่ควรสั่งอาหารเยอะ ๆ ตั้งแต่แรก ควรจะค่อย ๆ สั่งไปกินไป (ยกเว้นวันที่ลูกค้าเยอะมากๆ)

ส่วนใครที่ชอบกินอาหารมังสวิรัติ ร้านเจริญไทยก็ทำมังสวิรัติได้อร่อย เพราะเป็นหนึ่งในร้านที่ชาวซิกซ์ (แขกซิกซ์ส่วนใหญ่เป้นมังสวิรัติ) มักจะมากินข้าวนอกบ้านที่นี่

เอี้ยวฮินโภชนา: ต้นตำหรับร้านอาหารจีนแคะ

with 3 comments

ผกาชวนชิม เอี้ยวฮินโภชนา ต้นตำหรับร้านอาหารจีนแคะ

หน้าร้านเอี้ยวฮินโภชนาการ

หน้าร้านเอี้ยวฮินโภชนาการ

อาหารจีนในเมืองไทยที่คนไทยคุ้นเคยส่วนใหญ่จะเป็นอาหารจีนกวางตุ้ง อาหารจีนแบบฮ่องกง หรือจีนเสฉวนที่มีรสจัดจ้าน แล้วคนจีนในประเทศไทยที่เราเห็น ๆ กันในเยาวราชส่วนใหญ่อพยพมาจากซัวเถา ซึ่งเป็นคนจีนแต้จิ๋ว ทว่าประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาล และชาวจีนโพ้นทะเลต่างอพยพมาเมืองไทยหลายก๊กหลายเหล่าหลายแซ่ กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงจีนแคะหรือจีนฮักกา หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามชาวฮั่น (Han Chinese)

ชาวจีนแคะนั้นเดิมทีอยู่ที่มณฑลเฮอหนานและส่านซีทางเหนือของจีน ก่อนจะอพยพมายังมณฑลกวางตุ้ง ถึงฝูเจี้ยน ก่อนจะอพยพไปยังทั่วโลก

สิ่งหนึ่งที่ชาวจีนแคะติดตัวมาก็คือวัฒนธรรมการกินที่สืบทอดเมนูอาหารมาจากบรรพบุรุษ ความแตกต่างของอาหารทำให้ชาวจีนแคะมีความภูมิใจเป็นเลิศในเรื่องการกิน แน่นอนอาหารที่แตกต่างนี้ก่อให้พวกเขารวมกันเป็นหนึ่ง ความแตกต่างของอาหารแคะจึงอยู่ที่เครื่องปรุงที่แตกต่างจากอาหารจีนกวางตุ้งที่คนไทยคุ้นเคย

ในวันนี้ผกาขอนำเสนอร้านอาหารจีนแคะในเมืองไทย ที่จะบอกว่าอร่อยที่สุดในกรุงเทพฯก็ว่าได้ ร้านนี้มีนามว่า เอี้ยวฮินโภชนาการ

เดิมทีร้านนี้เปิดบริการอยู่ที่สวนมะลิเมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนเปิดแรก ๆ ที่สวนมะลิมีคนต่อคิวกันเต็ม คนล้นออกมาจากร้าน แต่แล้วร้านที่สวนมะลิต้องมีอันปิดไปเพราะเจ้าของตึกไม่ยอมต่อสัญญา จึงทำให้เจ้าของร้านต้องมาเปิดร้านใหม่บนถนนวุฒากาศ แม้ปัจจุบันร้านจะไม่อยู่ในทำเลทองเหมือนสวนมะลิ แต่ขาเก่าเจ้าประจำก็ยังคงแวะเวียนมากินไม่ขาดสาย

เอี้ยวฮินโภชนาเป็นร้านตึกแถวสองคูหาตั้งอยู่บนริมถนน ท่านสามารถจอดรถในซอยข้าง ๆ ธนาคารกสิกรไทย หรือถ้าช่วงหกโมงทุ่มนึงก็สามารถจอดรถริมถนนหน้าร้านได้ พ่อครัวร้านนี้เจ้าของเป็นพ่อครัวเอง โดยมีภรรยาเป็นผู้ช่วย และลูก ๆ อีกสามคนคอยบริการ ร้านอาหารที่เข้าของร้านลงมือทำอาหารเองต้องถือว่า เราได้ชิมรสฝีมือของแท้แน่นอนไม่ใช่อาหารจากฝีมือผู้ช่วยกุ๊กตามแบบร้านใหญ่ ๆ

ถ้าไปถึงร้านเอี้ยวฮินขอให้ท่านนั่งลงอย่างสบาย สั่งเครื่องดื่ม ขอเมนูมาดู อย่าได้ใจร้อนเพราะว่ากุ๊กมีเพียงคนเดียว ถ้าคนเยอะอาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย แต่รับรองเถอะว่าท่านจะได้ชิมอาหารจีนแคะแท้ ๆ ที่เลิศรส

อาหารออร์เดิร์ฟที่ผกาจะต้องสั่งมากินก่อนในลำดับแรกก็คือ เส้นหมี่ขาวผัด เส้นหมี่ขาวผัดตามสไตล์จีนแคะโดยมีเนื้อไก่ฉีก ถั่วลันเตา หอมหัวใหญ่ ที่ขาดไม่ได้ก็คือข้าวหมากที่ทางร้านหมักเองใส่ลงไปจนชุ่มเส้นหมี่ ทำให้เกิดรสชาติหอมหวานกำลังดี ทานเป็นออร์เดิร์ฟรองท้องก่อน หรือจะสั่งมาในเมนูปิดท้ายก็ไม่ว่ากัน

เส้นหมี่ผัดแบบจีนแคะ

เส้นหมี่ผัดแบบจีนแคะ

จานต่อมาพลาดไม่ได้อีกเช่นกันคือ เมนู “หมูอบ” หมูอบเป็นอาหารขึ้นชื่อของอาหารแคะ ที่ไม่ควรพลาด พ่อครัวนำหมูสามชั้นมาทอดจนเหลืองหอมก่อนจะนำไปตุ๋นในน้ำพะโล้ซึ่งปรุงรสด้วยซีอิ๊ว กับเครื่องเทศ ต้มจนเปื่อยนุ่ม นำมาหั่นบาง ๆ เมื่อลูกค้าสั่งนำไปอบพร้อมกับผักดอง ต้องขอบอกว่าผักดองนั้นมีความอร่อยไม่แพ้ตัวเนื้อหมูเลย ถ้าทานเหลือผักดอง ขอถุงใส่ไปกินกับข้าวต้มตอนเช้า รับรองว่าต้องชูนิ้วโป้งสองนิ้ว

หมูอบ

หมูอบ

อาหารจานหลักของร้านมีด้วยกันหลายรายการ ที่ผกาไม่เคยพลาดสักครั้งเดียวก็คือปลาจีนนึ่งข้าวหมาก ปลาจีนขึ้นชื่อในเรื่องเนื้อที่หนานุ่มและเนียน โดยเฉพาะส่วนหัวเต็มไปด้วยเจลลาตินจำนวนมาก ปลาจีนนำมานึ่งข้าวหมากสีแดง ผสมด้วยต้นหอมหั่น มันหมู นี่คือจานหลักที่เลิศรสสุดประมาณ และต้องชิมให้ได้เพราะรสชาติไม่เหมือนที่ไหน คุณผู้อ่านอาจจะเคยชิมปลานึ่งซีอิ๊วจากภัตตาคารจีนดัง ๆ แต่ผกาขอยืนยันว่าท่านจะไม่เคยได้ชิมรสชาติเหล่านี้จากที่ใดมาก่อน และต้องลองให้ได้

บางท่านอาจจะสั่งปลาจีนหม้อไฟ โดยทางร้านยังคงใช้ถ่านในการอุ่นน้ำแกงในหม้อไฟ น้ำแกงจะใส่ต้นหอมและปลาจีนมาพร้อมกับเผือก ต้มเผือกให้เปื่อยกินกับน้ำจิ้มซึ่งทำจากเต้าหู้ยี้อร่อยไม่เบา หรือจะเป็นเมนูเต้าหู้น้ำแดงความอร่อยก็ไม่เหมือนใคร

ปลาจีนนึ่งข้าวหมาก

ปลาจีนนึ่งข้าวหมาก

สองจานสุดท้ายที่ผกาขอแนะนำคือ ผัดโป๊ยเซียน ผัดโป๊ยเซียนแสนธรรมาดา แต่เอี้ยวฮินโภชนา ไม่เหมือนที่อื่น รสชาติกลมกล่อมจะกินเป็นกับข้าวหรือกับแกล้มก็อร่อยไม่เบา และเมนูสุดท้ายสั่งมากินตบท้ายคือน้ำแกงเต้าหู้ยัดไส้ ตัวน้ำแกงซึ่งมีรสจืดแต่กลมกล่อม กับเต้าหู้ยัดไส้หมู ช่วยทำให้อาหารมื้อนี้ของผกาจบลงอย่างสุขสมบูรณ์

ผัดโป๊ยเซียน

ผัดโป๊ยเซียน

น้ำแกงเต้าหู้ยัดไส้หมู

น้ำแกงเต้าหู้ยัดไส้หมู

ร้านเอี้ยวฮินโภชน เป็นร้านเก่าแก่ บรรยากาศร้านไม่ใช่ร้านหรู แต่ถ้าท่านผู้อ่านชอบร้านย้อนยุคแบบของแท้ ร้านนี้จะทำให้วันเวลาเก่า ๆ ซึ่งมีค่ามากกว่าความทรงจำจอมปลอมที่ถูกปั้นแต่งจากร้านอาหารพื้น ๆ ทั่วไปที่ดัดจริตย้อนยุคตามแฟชั่น

เอี้ยวฮินโภชนา คือร้านระดับ 5 ดาวที่ผกาขอมอบให้

สถานที่ตั้ง : เลขที่ 50/10 ระหว่างซอยวุฒากาศ 36 – 38 ถนนวุฒากาศ

แขวงบางค้อ เขตจอมทอง จังหวัดกรุงเทพฯ รหัสไปรษณีย์ 10150

เบอร์โทรศัพท์ : 024766678

จุดสังเกต : ร้านอยู่ถนนวุฒากาศ ติดกับธนาคารกสิกรไทย สาขาวุฒากาศ

หน้าร้านเอี้ยวฮินโภชนา

หน้าร้านเอี้ยวฮินโภชนา



ฮ่องกงฝนพรำ [Chapter 3]

without comments

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3

จุดหมายปลายทางคือดิสนีย์แลนด์ รถไฟใต้ดินนำเราไปถึงปากทางเข้าดิสต์นีแลนด์ (Disneyland Hong Kong Resort) เลยครับ

สะดวกที่สุด ไปถึงฝนปอย ๆ ก็ตกไม่นานก็หยุด ค่าผ่านประตูคนละ 350 เหรียญ เข้าไปแล้วเล่นได้ทุกอย่าง แต่ห้ามเอาน้ำเอาอาหารเข้าไป ต้องไปซื้อกินในนั้น ก่อนเดินทางมีคนแนะนำว่าเอาขวดเปล่าเข้าไปจากนั้นไปกรอกน้ำที่จุดดื่มน้ำหน้าห้องน้ำ

แต่ที่จริงราคาอาหารข้างในก็แพงกว่าข้างนอกนิดหน่อย นาน ๆ มาที ของก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว 555

มาสวนสนุกแล้วทำให้นึกถึงวัยเด็ก ไม่มีโอกาสเที่ยวแบบนี้ ดูเด็ก ๆ เล่นเครื่องเล่นแล้วก็เข้าใจเหมือนกันว่าบางทีถ้ามีโอกาสก็เข้าไปเที่ยวสวนสนุกเถอะ

กลับจากดิสนีแลนด์ หมดแรงครับ กว่าจะกลับมาถึงย่านที่พักทุ่มกว่า ๆ หาอาหารกินแถวนั้น เป็นก๋วยเตี๋ยวแบบญวน ผักเยอะน้ำซุปร้อน ลืมไปว่าอาหารที่นี่เสิร์ฟแบบร้อน ๆ ทุกจาน ข้าวสวยร้อนมาก พวกน้ำแกงร้อน แต่กินแล้วทำให้อุ่นท้องดีแท้

วันนี้ตั้งใจว่ายังไงต้องเดินที่ถนนนาธานให้ได้ แม้จะเหนื่อยจากดิสนีมาทั้งวันก็ต้องเดินครับ มาเที่ยวแบบนี้การเดินจนเหนื่อยเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่เที่ยวก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่

เดินบนถนนนาธานได้สักพักรู้สึกว่ามันเหมือนเยาวราช แต่เป็นระเบียบกว่า เลยลองเดินเข้าไปตามตรอกซอกซอย ก็พบว่าเขาปิดถนนให้คนมาขายของ มาแสดงดนตรี แสดงหุ่นใบ้กัน ร้านอาหารญี่ปุ่นคนนิยมต่อแถวเข้าไปกิน เดินลัดมาอีกซอยเป็นย่านร้านอาหาร

ดูดีกว่าแถวย่านที่เราพักอีก แถมยังมีหลายร้านให้เลือก เดินไม่ไกลจากที่พัก เดินจนเหนื่อยต้องลากขากลับไปที่โรงแรม พรุ่งนี้ค่อยมาลุยย่านนี้ต่อ

คนฮ่องกงตื่นสายนอนดึก เพราะกว่าที่ถนนน่าที่พักจะเงียบเสียงลงได้ ต้องเป็นช่วงตีสามตีสี่ (คนจีนเป็นแบบนี้ครับ เรื่องเอะอะโวยวายเป็นเรื่องธรรมชาติ)
ส่วนตอนเช้าเก้าโมงสิบโมง คนบนถนนยังบางตาร้านรวงยังไม่เปิด บางร้านเปิดหลังเที่ยงด้วยซ้ำ
ร้านอาหารที่นี่บางร้านจะเปิดเช้า แต่ตอนเช้าจะขายเฉพาะอาหารว่างๆ กาแฟ แซนด์วิช ช่วงสิบเอ็ดโมงจึงจะเริ่มขายอาหารกลางวัน และอาหารเย็นก็จะเป็นอีกเซ็ตหนึ่ง ผมสังเกตดูว่าแม้แต่คนขายก็มีสองกะ

ร้านอาหารที่พบได้ทั่วไปที่ฮ่องกง

ร้านรวงพึ่งตั้งร้าน

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3

ฮ่องกงฝนพรำ [Chapter 2]

without comments

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3


กินข้าวอิ่มท้อง ถึงเวลาออกเดินทาง
การไปเที่ยวเองโดยไม่พึ่งทัวร์ ก็คือข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวคือสิ่งจำเป้นลำดับแรก ต้องค้นหาไปล่วงหน้า ซึ่งผมมีคนข้าง ๆ ทำให้เลยสบายไป

สถานที่เราจะไปคือ The Peak หรือภูเขาที่อยู่กลางนครฮ่องกงนั่นเอง
ตอนที่บอกว่าจะไป The Peak ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

จากมงกกเราต้องไปยังสถานีเซ็นทรัล สถานีเซ็นทรัลคือหัวใจในการต่อรถไฟใต้ดิน พอลงรถต้องไปนั่งรถเมล์สองชั้นสาย 15C รถเมล์สาย 15C จอดอยู่ที่ริมแม่น้ำ กว่าจะเดินหาก็แทบตายครับ พอถึงสถานีรถฝนก็เทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา กว่าจะขึ้นรถสาย 15C ได้ก็ทุลักทุเลใช่เล่น อากาศที่ฮ่องกงประมาณ 22-25 องศา ไม่ร้อนไม่หนาว แต่โดนฝนเนี่ยทำให้หนาวขึ้นมาเหมือนกัน นั่งรถสาย 15C ผ่านกลางเมืองไปได้สิบห้านาทีก็หมดระยะ ลงจากรถเมล์ต้องไปต่อรถราง (Tram) เป็นรถรางสายเก่าที่จะพาเราขึ้นไปบนยอดเขา The Peak ค่ารถรางเราสามารถใช้บัตรปลาหมึกผ่านทางได้เลยครับ ไม่ต้องซื้อตั๋วใหม่ (เช่นเดียวกับรถเมล์ก็เอาบัตรจ่อไปที่บอร์ดเก็บเงิน)

ตอนแรกผมคิดว่ายอดเขาคงสูงพอ ๆ กับ เขาวัง รถรางที่เขาวังก็ใช้เวลานั่งไม่กี่นาที แต่พอขึ้นไปคิดผิดครับ เพราะระยะทางขึ้นเขานั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใช้เวลานั่งสักสิบนาที จอดที่สถานีก็มีพวกห้าง ร้านอาหาร และพิพพิธพันธ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซ

เดอะพีคก็เป็นจุดชมวิวนี่แหละครับ มันจะมองเห็นฮ่องกงในมุมที่สูงสุด ที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือตัวตึกที่เสียดมาถึงยอดเขา อากาศที่เดอะพีคลมพัดแรงมาก อากาศก็เย็นจนหนาว ควรจะเตรียมเสื้อกันลม หรือกันหนาวไปด้วยถ้ามากับทัวร์ เราจะไม่อาจจดื่มด่ำบรรยากาศได้นาน ๆ เราอยู่บนพีคกันหลายชั่วโมง ถ่ายรูป ดื่มกาแฟ นั่งมองคนเดินปลิวไปตามลม

จนค่ำจึงกลับ

ขากลับเรากลับโดยรถเมล์สองชั้น สาย 15 ลงเขาซึ่งคดเคี้ยวและชันสุด ๆ แต่ได้เห็นบ้าน ซึ่งน่าจะเป็นย่านคนรวยของฮ่องกง เพราะอยู่บนเนินเขา

ที่น่าสนใจคือที่ฮ่องกง ห้างสรรพสินค้าจะต้องยกพื้นสูง เพื่อให้ใต้อาคารสามารถเป็นท่ารถเมล์ ซึ่งผมคิดว่ามันเวิร์คมาก ๆ เพราะรถเมล์เข้าไปจอดรอผู้โดยสารใต้อาคาร รวมถึงแท็กซี่ ทำให้รถไม่ติดขัดเลย ทั้งที่ถนนเล็กกว่าบ้านเรามากขากลับทั้งหิวทั้งหนาว กะว่ากลับไปกินข้าวร้านเดิมแล้วก็ขึ้นพัก พรุ่งนี้ต้องเดินทางและเดินเที่ยวอีกหลายโปรแกรม

ร้านอาหารที่นี่พอเปลี่ยนเวลาเย็นจะมีเมนูเพิ่มขึ้น ผมไม่รู้จะกินอะไรก็ชี้เอาตามโต๊ะข้าง ๆ เลยได้เมนูนี้มา

มันคือปลาอบหม้อดิน ซึ่งมาพร้อมกับข้าวหนึ่งถ้วย เยอะมากครับ จานเดียวจอด

ออกจากร้านข้าวแวะเซเว่นซื้อน้ำสองขวด ไฮเนเก้นสองกระป๋อง ถึงโรงแรมเมื่อยขาสุด ๆ นี่แค่วันแรกยังน่วมขนาดนี้ อาบน้ำ ดื่มเบียร์ ห้องเล็กแค่ไหนก็สลบไสลครับ

วรกรรมจริง ๆ ตื่นตั้งแต่ตีสี่ จะนอนต่อก็นอนไม่หลับ มางีบอีกทีตอนหกโมงเช้า

วันนี้โปรแกรมคือดิสนีย์แลนด์ฮ่องกง เป็นโปรแกรมรีเควซจากคนในครอบครัว
ดิสนีย์เปิดตอนสิบโมงเช้า เราจึงมีเวลาเอ้อระเหย อาบน้ำเสร็จลงไปกินโจ๊ก
ระหว่างรอลิฟต์ติดใจโปสเตอร์ "มวยไทย" มาตั้งแต่เมื่อวาน

ยอมรับว่ากราฟฟิกดีไซน์ยอดเยี่ยมมาก

ร้านโจ๊กที่เราหมายตาไว้อยู่ด้านหน้าตึก ที่นี่เขาทำปาท่องโก๋ตัวยาวประมาณ 4 ตัวขนาดบ้านเราต่อกัน เวลาไปกินถ้าอยากกินปาท่องโก๋ อย่าสั่งว่าปาท่องโก๋ เพราะมิฉะนั้นจะได้แป้งนึ่งมากินแทน

ส่วนผมใช้วิธีชี้ ๆ ไม่พลาดแน่แบบนี้ ส่วนโจ๊กนั้นมีหลายรถชาติ มีทั้งโจ๊กเนื้อ ใส่ไข่ ใส่ไข่เยี่ยวมา โจ๊กปลา (ใส่ขิง) โจ๊กหมู รสชาติไม่เหมือนบ้านเรา โจ๊กของเขาจะออกเป็นนำ้มากกว่าข้าว สำหรับผมไม่ติดใจเรื่องโจ๊กเท่าไหร่ ไม่ถูกปาก

แต่ที่พลาดดันสั่งกาแฟร้อน เขาใส่นมมาด้วย ปกติผมดื่มกาแฟดำ มาเจอกาแฟนมเลยทำให้ท้องอืดไปเหมือนกัน

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3