Paganini Blog

Small Story

Bomroya: Melody of Tears

Bomroya: Melody of Tears

มาเก๊าวันฝนฉ่ำ

ผมตื่นนอนประมาณเจ็ดโมงเช้าด้วยอาการสะลึมสะลือเต็มพิกัด มองไปยังหน้าต่างที่ปิดด้วยม่านสองชั้น มีเพียงแสงสีขาวรอดเข้ามาเพียงเล็กน้อย ขยับพลิกตัวอีกครั้งหนึ่ง หลับตาพยายามจะนอนหลับแต่ก็ไม่หลับจึงตัดสินใจลุกจากที่นอน เดินมาที่ม่าน แง้มม่านดูบรรยากาศข้างนอก ฝนเทลงมาอย่างหนักต่อเนื่อง เมฆเทาปกคลุมท้องฟ้า น้ำฝนเกาะพราวที่กระจก วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเดินทาง เรามีเวลาเดินเที่ยวที่มาเก๊าอีกเกือบจะหนึ่งวัน

ไม่รู้มีอะไรดลใจให้เรากลับไปที่ Saint Paul Ruin ทั้งที่เมื่อเย็นวานเราก็ไปที่นั่นมาแล้วหนหนึ่ง และใช้เวลาถ่ายรูปนั่งชมวิวกันหลายชั่วโมง กินข้าวเช้าจากโรงแรมเรียบร้อยเราก็ขึ้นมาพักที่ห้อง อาบน้ำแต่งตัว รอให้ฝนหยุดตก ผมอาศัยช่วงนี้งีบหลับอีกหนหนึ่ง ราว ๆ เที่ยงเราจึงออกจากโรงแรมไปที่ซากโบสถ์ Saint Paul ท่ามกลางความฉ่ำของบรรยากาศ

ไปถึงที่เซ็นต์ปอล ผมมุ่งตรงไปยังป้อมปราการโบราญที่อยู่ทางด้านขวามือ ที่นั่นถูกดัดแปลงให้เป็นสวนสาธารณะสวยงาม ทั้งต้นไม้ใหญ่และต้นไม้ประดับ เมื่อไปถึงยอดสุดของป้อมพบว่ามันเป็นป้อมที่ใหญ่มาก พวกโปตุเกสไปที่แห่งไหนชอบที่จะสร้างป้อมเสมอ ต่างจากพวกฮอลแลนด์และอังกฤษ บนป้อมสามารถมองเห็นเมืองมาเก๊าได้ 360 องศา ผมถ่ายรูปมาเยอะพอสมควร ถ่ายรูปเสร็จจึงเดินกลับลงมาสมทบกับครอบครัวที่พากันไปช๊อปปิ้งที่ร้านขายของเล่น

เมื่อครบองค์คณะแล้ว หมูขอตัวไปห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ข้างเซ็นต์ปอล ระหว่างที่รอ ผมมองไปยังถนนซึ่งมีตัวตึกสีเหลืองอ่อนตั้งอยู่ทางขวามือ ถนนเส้นนี้เป็นถนนเล็ก ๆ ที่ตัดกับถนนสู่เซ็นต์ปอล งเมื่อวานเราก็มองดูมันอยู่ แต่ไม่ได้เดินเข้าไป เพราะคิดว่าเป็นร้านอาหาร แต่วันนี้หมูชวนให้เดินดูจะได้ไปถ่ายรูป

มองผ่านกระจก หน้าต่างห้องแสดงภาพ

เดินเข้าไปถึงตัวอาคารก็ยังรู้สึกงงเพราะมันไม่ใช่ร้านอาหารแต่เป็น Gallery แสดงภาพ โดยห้องแรกเป็นงานร่วมสมัยของศิลปินมาเก๊า ผมเดินเข้าไปดูงานซึ่งมีไม่มากชิ้นนัก แนวของงานเป็นภาพแอบสแต๊ค ดูแล้วไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ อาจะเป็นเพราะผมไม่ค่อยพิศมัยกับงานแอบสแต๊คนัก ไม่ใช่ว่าดูแล้วไม่เข้าใจนะครับ แต่ผมคิดว่าเทคนิคภาพของแอบสแตคมันไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของศิลปินได้ครบถ้วน มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ชมเป็นหลักด้วย งานแอบสแตคจะสมบุรณ์ได้ ศิลปินจะต้องเป็นที่รู้จัก และเราศึกษางานของเขามาแล้วระยะหนึ่ง

ออกมาจากห้องแสดงภาพแรกก็เดินมาเรื่อย ๆ จนถึงปลายสุดของถนน ผมไปสะดุดใจอยู่ที่หน้าต่าง ซึ่งมีตัวอักษรสีเขียเอาไว้บนกระจก of Tears Melody ทำให้ผมมองเข้าไปด้านในห้องเล็ก ๆ สี่เหลี่ยมนั้น จึงได้รู้ว่าแท้แล้วมีงานแสดงภาพอีกชุดหนึ่งอยู่ที่นี่

ทางเข้าตัวอาคารเป็นประตูเล็ก ๆ กำแพงด้านซ้ายศิลปินแขวนภาพผลงานต่าง ๆ เอาไว้โดยไม่ใช่กรอบ บ้างอยู่ในถุงแฟ้มพลาสสติก ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นภาพเขียนของฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ศิลปินสาวชาวอาเจนตินาที่มีผลงานโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

ทางเข้า

เมื่อเดินเข้าไปยังห้องแสดงงาน เสียงเพลงจากวิทยุเครื่องเล็กดังแว่วเป็นบรรยากาศจากมุมห้อง ภาพวาดหลายสิบภาพแขวนอยู่บนผนัง ภาพแต่ละภาพแม้จะได้รับอิทธิพลจากศิลปินหลากหลาย ทว่าก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เป็นการนำภาพเก่ามาเล่าด้วยมุมมองใหม่ จนผู้ชมได้รับสารซึ่งแตกต่างจากเดิม จะบอกว่าภาพของเธออาจะไม่เนี๊ยบเท่าศิลปินใหญ่ แต่อารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกมาจากภาพกลับมีความแจ่มชัด มีความซื่อตรง มีความงดงามโดยไม่เสแสร้ง ซึ่งตรงนี้เองที่ผมคิดว่าศิลปินไทยยังไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จะบอกว่างานของศิลปินไทยหลายคนมักเทศนาในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อก็อาจจะถูกส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งคิดว่าภาพงานศิลปะจะต้องสอดแทรกเรื่องราวในการวิจารณ์สังคมอย่างเข้มข้น ซึ่งผมว่ามันไม่จำเป็นสำหรับงานทุกชิ้น ทว่างานที่ต้องการแสดงอารมณ์นั้น อารมณ์ของภาพจะต้องเข้มข้น ดังที่ Bomroya สามารถสำแดงภาพของเธอเต็มที่ผ่านศักยภาพของเธอ

ดูภาพแล้วจึงได้รู้ว่าศิลปินที่มาแสดงงานเป็นสาวชาวเกาหลีนามว่า Bomroya เมื่ออ่านสูจิบัตรเพิ่งรู้ว่าเมือวานเธอมาเปิดงานด้วยการแสดงดนตรี และไม่ต้องสงสัยเพลงที่เปิดเป็นบรรยากาศของงานแสดงภาพก็คือเพลงที่เธอร้องและแต่งร่วมกับเพื่อนนักดนตรี ไม่อยากเชื่อว่าความบังเอิญจะทำให้ได้รู้จักศิลปินคนนี้ พร้อมกันนั้นผมก็ได้ซื้อแผ่นซีดีเพลงที่เธอร้องติดมือมาฟังที่กรุงเทพฯด้วย

ผมยังนึกในใจว่าถ้ามีโอกาสอยากชักชวนให้เธอมาร่วมงานกับสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมสักหน่อย

แนวความคิดของงานแสดง

สูจิบัตร หนังสือที่ศิลปินเขียน

มุมห้องแสดงงาน เปิดเพลงของBomroya สร้างบรรยากาศได้ดี

Filed under: Art View, Beauty is a Rare Thing, เพลินพรมแดน , , , , , ,

ฮ่องกงฝนพรำ [Chapter 3]

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3

จุดหมายปลายทางคือดิสนีย์แลนด์ รถไฟใต้ดินนำเราไปถึงปากทางเข้าดิสต์นีแลนด์ (Disneyland Hong Kong Resort) เลยครับ

สะดวกที่สุด ไปถึงฝนปอย ๆ ก็ตกไม่นานก็หยุด ค่าผ่านประตูคนละ 350 เหรียญ เข้าไปแล้วเล่นได้ทุกอย่าง แต่ห้ามเอาน้ำเอาอาหารเข้าไป ต้องไปซื้อกินในนั้น ก่อนเดินทางมีคนแนะนำว่าเอาขวดเปล่าเข้าไปจากนั้นไปกรอกน้ำที่จุดดื่มน้ำหน้าห้องน้ำ

แต่ที่จริงราคาอาหารข้างในก็แพงกว่าข้างนอกนิดหน่อย นาน ๆ มาที ของก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว 555

มาสวนสนุกแล้วทำให้นึกถึงวัยเด็ก ไม่มีโอกาสเที่ยวแบบนี้ ดูเด็ก ๆ เล่นเครื่องเล่นแล้วก็เข้าใจเหมือนกันว่าบางทีถ้ามีโอกาสก็เข้าไปเที่ยวสวนสนุกเถอะ

กลับจากดิสนีแลนด์ หมดแรงครับ กว่าจะกลับมาถึงย่านที่พักทุ่มกว่า ๆ หาอาหารกินแถวนั้น เป็นก๋วยเตี๋ยวแบบญวน ผักเยอะน้ำซุปร้อน ลืมไปว่าอาหารที่นี่เสิร์ฟแบบร้อน ๆ ทุกจาน ข้าวสวยร้อนมาก พวกน้ำแกงร้อน แต่กินแล้วทำให้อุ่นท้องดีแท้

วันนี้ตั้งใจว่ายังไงต้องเดินที่ถนนนาธานให้ได้ แม้จะเหนื่อยจากดิสนีมาทั้งวันก็ต้องเดินครับ มาเที่ยวแบบนี้การเดินจนเหนื่อยเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่เที่ยวก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่

เดินบนถนนนาธานได้สักพักรู้สึกว่ามันเหมือนเยาวราช แต่เป็นระเบียบกว่า เลยลองเดินเข้าไปตามตรอกซอกซอย ก็พบว่าเขาปิดถนนให้คนมาขายของ มาแสดงดนตรี แสดงหุ่นใบ้กัน ร้านอาหารญี่ปุ่นคนนิยมต่อแถวเข้าไปกิน เดินลัดมาอีกซอยเป็นย่านร้านอาหาร

ดูดีกว่าแถวย่านที่เราพักอีก แถมยังมีหลายร้านให้เลือก เดินไม่ไกลจากที่พัก เดินจนเหนื่อยต้องลากขากลับไปที่โรงแรม พรุ่งนี้ค่อยมาลุยย่านนี้ต่อ

คนฮ่องกงตื่นสายนอนดึก เพราะกว่าที่ถนนน่าที่พักจะเงียบเสียงลงได้ ต้องเป็นช่วงตีสามตีสี่ (คนจีนเป็นแบบนี้ครับ เรื่องเอะอะโวยวายเป็นเรื่องธรรมชาติ)
ส่วนตอนเช้าเก้าโมงสิบโมง คนบนถนนยังบางตาร้านรวงยังไม่เปิด บางร้านเปิดหลังเที่ยงด้วยซ้ำ
ร้านอาหารที่นี่บางร้านจะเปิดเช้า แต่ตอนเช้าจะขายเฉพาะอาหารว่างๆ กาแฟ แซนด์วิช ช่วงสิบเอ็ดโมงจึงจะเริ่มขายอาหารกลางวัน และอาหารเย็นก็จะเป็นอีกเซ็ตหนึ่ง ผมสังเกตดูว่าแม้แต่คนขายก็มีสองกะ

ร้านอาหารที่พบได้ทั่วไปที่ฮ่องกง

ร้านรวงพึ่งตั้งร้าน

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3

Filed under: สถานที่หนึ่งในหัวใจ, เพลินพรมแดน , , , , , , , , , ,

ฮ่องกงฝนพรำ [Chapter 2]

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3


กินข้าวอิ่มท้อง ถึงเวลาออกเดินทาง
การไปเที่ยวเองโดยไม่พึ่งทัวร์ ก็คือข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวคือสิ่งจำเป้นลำดับแรก ต้องค้นหาไปล่วงหน้า ซึ่งผมมีคนข้าง ๆ ทำให้เลยสบายไป

สถานที่เราจะไปคือ The Peak หรือภูเขาที่อยู่กลางนครฮ่องกงนั่นเอง
ตอนที่บอกว่าจะไป The Peak ผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

จากมงกกเราต้องไปยังสถานีเซ็นทรัล สถานีเซ็นทรัลคือหัวใจในการต่อรถไฟใต้ดิน พอลงรถต้องไปนั่งรถเมล์สองชั้นสาย 15C รถเมล์สาย 15C จอดอยู่ที่ริมแม่น้ำ กว่าจะเดินหาก็แทบตายครับ พอถึงสถานีรถฝนก็เทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา กว่าจะขึ้นรถสาย 15C ได้ก็ทุลักทุเลใช่เล่น อากาศที่ฮ่องกงประมาณ 22-25 องศา ไม่ร้อนไม่หนาว แต่โดนฝนเนี่ยทำให้หนาวขึ้นมาเหมือนกัน นั่งรถสาย 15C ผ่านกลางเมืองไปได้สิบห้านาทีก็หมดระยะ ลงจากรถเมล์ต้องไปต่อรถราง (Tram) เป็นรถรางสายเก่าที่จะพาเราขึ้นไปบนยอดเขา The Peak ค่ารถรางเราสามารถใช้บัตรปลาหมึกผ่านทางได้เลยครับ ไม่ต้องซื้อตั๋วใหม่ (เช่นเดียวกับรถเมล์ก็เอาบัตรจ่อไปที่บอร์ดเก็บเงิน)

ตอนแรกผมคิดว่ายอดเขาคงสูงพอ ๆ กับ เขาวัง รถรางที่เขาวังก็ใช้เวลานั่งไม่กี่นาที แต่พอขึ้นไปคิดผิดครับ เพราะระยะทางขึ้นเขานั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใช้เวลานั่งสักสิบนาที จอดที่สถานีก็มีพวกห้าง ร้านอาหาร และพิพพิธพันธ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซ

เดอะพีคก็เป็นจุดชมวิวนี่แหละครับ มันจะมองเห็นฮ่องกงในมุมที่สูงสุด ที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือตัวตึกที่เสียดมาถึงยอดเขา อากาศที่เดอะพีคลมพัดแรงมาก อากาศก็เย็นจนหนาว ควรจะเตรียมเสื้อกันลม หรือกันหนาวไปด้วยถ้ามากับทัวร์ เราจะไม่อาจจดื่มด่ำบรรยากาศได้นาน ๆ เราอยู่บนพีคกันหลายชั่วโมง ถ่ายรูป ดื่มกาแฟ นั่งมองคนเดินปลิวไปตามลม

จนค่ำจึงกลับ

ขากลับเรากลับโดยรถเมล์สองชั้น สาย 15 ลงเขาซึ่งคดเคี้ยวและชันสุด ๆ แต่ได้เห็นบ้าน ซึ่งน่าจะเป็นย่านคนรวยของฮ่องกง เพราะอยู่บนเนินเขา

ที่น่าสนใจคือที่ฮ่องกง ห้างสรรพสินค้าจะต้องยกพื้นสูง เพื่อให้ใต้อาคารสามารถเป็นท่ารถเมล์ ซึ่งผมคิดว่ามันเวิร์คมาก ๆ เพราะรถเมล์เข้าไปจอดรอผู้โดยสารใต้อาคาร รวมถึงแท็กซี่ ทำให้รถไม่ติดขัดเลย ทั้งที่ถนนเล็กกว่าบ้านเรามากขากลับทั้งหิวทั้งหนาว กะว่ากลับไปกินข้าวร้านเดิมแล้วก็ขึ้นพัก พรุ่งนี้ต้องเดินทางและเดินเที่ยวอีกหลายโปรแกรม

ร้านอาหารที่นี่พอเปลี่ยนเวลาเย็นจะมีเมนูเพิ่มขึ้น ผมไม่รู้จะกินอะไรก็ชี้เอาตามโต๊ะข้าง ๆ เลยได้เมนูนี้มา

มันคือปลาอบหม้อดิน ซึ่งมาพร้อมกับข้าวหนึ่งถ้วย เยอะมากครับ จานเดียวจอด

ออกจากร้านข้าวแวะเซเว่นซื้อน้ำสองขวด ไฮเนเก้นสองกระป๋อง ถึงโรงแรมเมื่อยขาสุด ๆ นี่แค่วันแรกยังน่วมขนาดนี้ อาบน้ำ ดื่มเบียร์ ห้องเล็กแค่ไหนก็สลบไสลครับ

วรกรรมจริง ๆ ตื่นตั้งแต่ตีสี่ จะนอนต่อก็นอนไม่หลับ มางีบอีกทีตอนหกโมงเช้า

วันนี้โปรแกรมคือดิสนีย์แลนด์ฮ่องกง เป็นโปรแกรมรีเควซจากคนในครอบครัว
ดิสนีย์เปิดตอนสิบโมงเช้า เราจึงมีเวลาเอ้อระเหย อาบน้ำเสร็จลงไปกินโจ๊ก
ระหว่างรอลิฟต์ติดใจโปสเตอร์ "มวยไทย" มาตั้งแต่เมื่อวาน

ยอมรับว่ากราฟฟิกดีไซน์ยอดเยี่ยมมาก

ร้านโจ๊กที่เราหมายตาไว้อยู่ด้านหน้าตึก ที่นี่เขาทำปาท่องโก๋ตัวยาวประมาณ 4 ตัวขนาดบ้านเราต่อกัน เวลาไปกินถ้าอยากกินปาท่องโก๋ อย่าสั่งว่าปาท่องโก๋ เพราะมิฉะนั้นจะได้แป้งนึ่งมากินแทน

ส่วนผมใช้วิธีชี้ ๆ ไม่พลาดแน่แบบนี้ ส่วนโจ๊กนั้นมีหลายรถชาติ มีทั้งโจ๊กเนื้อ ใส่ไข่ ใส่ไข่เยี่ยวมา โจ๊กปลา (ใส่ขิง) โจ๊กหมู รสชาติไม่เหมือนบ้านเรา โจ๊กของเขาจะออกเป็นนำ้มากกว่าข้าว สำหรับผมไม่ติดใจเรื่องโจ๊กเท่าไหร่ ไม่ถูกปาก

แต่ที่พลาดดันสั่งกาแฟร้อน เขาใส่นมมาด้วย ปกติผมดื่มกาแฟดำ มาเจอกาแฟนมเลยทำให้ท้องอืดไปเหมือนกัน

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3

Filed under: สถานที่หนึ่งในหัวใจ, เพลินพรมแดน , , , , , , , , , ,

ฮ่องกงฝนพรำ [Chapter 1]

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3 ]

เหมือนเป็นโบนัส ในปีหนึ่งผมมักจะหาเรื่องเดินทางท่องเที่ยว ไปที่ไกลๆ จากบ้านเรา น่าแปลกที่ผมเวียนวกไปวกมาแถวเมืองจีนหลายหน แต่ยังไม่เคยไปฮ่องกง อยู่แค่จมูกแต่ไม่เคยเหยียบ (ที่จริงก็เป็นแบบนี้อยู่บ่อย)

การเดินทางทุกครั้งของผมคือ เที่ยวแบบประหยัด ไม่เดือดร้อนเงินในกระเป๋ามากนัก การเป็นคนชอบเที่ยวก็แบบนี้แหละครับ อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด ขอให้ได้เที่ยวเป็นพอ การเดินทางท่องเที่ยวช่วยให้กลับมาทำงานได้อย่างมีชีวิตชีวา ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่าง เห็นเมืองที่แปลกตา ยังเคยปาวณาในใจว่าหากยังมีชีวิต มีโอกาสขอให้ได้ไปเที่ยวรอบโลก (แต่เป็นเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ)

งบประมาณในการเที่ยวครั้งนี้เบ็ดเสร็จที่ประมาณ หนึ่งหมื่นสามพันบาทบวกลบนิดหน่อยต่อคน ราคานี้รวมค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าบัตรรถ (บัตรปลาหมึก) ค่าเรือ ค่ากระเช้า ค่าอาหาร ค่าบัตรผ่านประตูดิสนีแลนด์ และสารพัดค่าที่จ่ายไป ในจำนวนห้าวันห้าคืน ที่ประหยัดได้อย่างนี้เพราะตั๋วเครื่องบินศูนย์บาท (แต่ต้องเสียค่าภาษีน้ำมัน) ส่วนโรงแรมในฮ่องกงใช้บริการโรงแรมแบบโฮสต์เทล หรือเกสต์เฮาส์ ราคาต่อคืนถูกกว่าโรงแรมใหญ่หลายพันบาท แต่ก็ต้องแลกกับห้องนอนที่เล็กโคตร ๆ โชคดีที่โรงแรมสะอาด-มีห้องน้ำในตัว

ราคาที่พักในฮ่องกงมหาโหดเอาการ คืนหนึ่งสามพันบาทเกือบสี่พันสำหรับโรงแรมสองถึงสามดาว (มาตฐานนี้นอนโรงแรมห้าดาวในเมืองไทยได้สบาย) ดังนั้นการเลือกโฮสต์เทลจึงสมเหตุสมผลที่สุด เพราะเราจะใช้เวลากับการท่องเที่ยวช่วงเช้ายันกลางคืน และกลับมานอนเฉพาะช่วงดึกถึงเช้าเท่านั้น (เอาไว้มีเงินค่อยว่ากัน) โรงแรมจึงเป็นเพียงที่พักเอาแรงให้มีแรงเที่ยวต่อ

การเดินทางครั้งนี้เริ่มจากที่สุวรรณภูมิ ไปลงสนามบินนานาชาติมาเก๊า เครื่องบินใช้เวลาบินประมาณ สองชั่วโมงครึ่งก็ถึงจุดหมาย เที่ยวบินที่เราบินออกจากกรุงเทพประมาณ 7.30 น. (ดังนั้นต้องถึงสนามบินก่อนสองชั่วโมงสำหรับเช็คกระเป๋าและบอร์ดดิ้งพาสต์) มาถึงมาเก๊าตรงเวลามาก จากนั้นก็ปรับเวลานาฬิกาให้เร็วขึ้นชั่วโมงหนึ่ง

จากสนามบินมาเก๊าเรียกแท็กซี่ให้มาส่งที่ท่าเรือเพื่อข้ามไปยังเกาะฮ่องกง (เรื่องมาเก๊าผมจะมาเล่าในตอนท้ายอีกทีนะครับในช่วงขากลับ) ท่าเรือมาเก๊า-ฮ่องกงมีหลายบริษัท ท่านลองเช็คข้อมูลนะครับว่าที่ไหนมีโปรโมชั่นในช่วงที่ท่านเดินทาง

แฟนผมเลือกบริษัทเทอร์โบเจ็ต (Turbo Jet) เพราะซื้อด้วยบัตรวีซ่าไปกลับจะลดราคาอีก 30 % ฮ่องกง-มาเก๊า แม้จะเป็นของประเทศจีน แต่สองดินแดนอยู่ในเขตปกครองพิเศษที่ต่างกัน มาเก๊าเคยเป็นของโปรตุเกส ส่วนฮ่องกงอังกฤษเช่าไปเป็น 100 ปี เพิ่งคืนเกาะเมื่อ 1997 ดังนั้นการเดินทางสู่ทั้งสองเกาะจะต้องแสดงหนังสือเดินทางที่ตรวจคนเข้าเมือง และเขียนใบผ่านทางเข้าออก

เทอร์โบเจ็ตเป็นเรือความเร็วสูง ใช้เวลาวิ่งประมาณหนึ่งชั่วโมง (ตรงเวลาเป๊ะเช่นกัน) บางคนที่ไม่เคยนั่งเรืออาจจะเมาคลื่นได้ ในเวบไซต์มักจะมีคนเตือนเรื่องนี้ แต่สำหรับผมเคยนั่งเรือเร็วไปเกาะเต่า เกาะช้าง เกาะมันนอกที่โหดและกระแทกสุด ๆ มาก่อน มาเจอแบบนี้ก็ไม่มีเอฟเฟ็คอะไรมาก ที่จริงเรือเขาวิ่งได้นิ่มมาก มีโคลงเคลงบ้างแต่น้อย วิธีง่าย ๆ ที่จะไม่เมาเรือก็คือพยายามอย่าไปจ้องอะไรนาน ๆ จุดเดียว พยายามสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ ทั่ว ๆ สลับกับหลับตา หลับได้ก็หลับ อย่าอ่านหนังสือ หรือดูทีวีเด็ดขาด ให้เตรียมยาดงยาดมไปด้วยสำหรับคนเมาคลื่น

ถึงฮ่องกงก็ต้องผ่าน ตม. ท่าเรือตั่งอยู่บนตึก ซึ่งเป้นที่ตั้งของห้างร้าน (จำชื่อไม่ได้) ออกมาจาก ตม. ก็เดินตามคนเยอะ ๆ ลงบันไดเลื่อนไปเริ่มต้นที่รถไฟใต้ดินเลยครับ

นี่เป็นเคาเตอร์ขายตั๋วเรือจากมาเก๊าไปฮ่องกง

เน้นว่าก่อนซื้อตั๋วควรเลือกเที่ยวเรือเผื่อเวลาสำหรับผ่านด่าน ตม. ด้วย เพราะบางเที่ยว คิวเข้าแถวด่าน ตม. ยาวมาก (เน้นว่ายาวมากกกกก)
แต่วันนั้นเราโชคดีที่แถวไม่ยาว (อาจจะเป็นวันธรรมดา) เวลาเรือออกจะมีออกทุกชั่วโมง ตอนที่ซื้อตั๋วเรือเป็นเวลา 10.45 เรือเที่ยวล่าสุดออก 11.00 น. เราเผื่อเวลา 1 ชั่วโมง โดยซื้อตั๋วเรือ 12.00 น.

พอผ่านตรวจเมืองไปได้ไม่นานเพราะคนน้อย เราก็เดินเอาตั๋วเรือไปให้พนักงาน เขาชี้ไปที่ Gate ที่รอเรือ คนเที่ยว 11.00 น. เข้าไปรอแล้ว แต่เขาให้เราเข้าแถวเอาไว้ คือถ้าเรือไม่เต็ม เราก็ไปพร้อมกับเรือเที่ยว 11.00 น. ได้เลย ดังนั้นการซื้อตั๋วเรือเผื่อเอาไว้จึงไม่เสียเที่ยวครับ เพราะเรือไม่เต็ม เขาก็ไล่เราลงเรือไปพร้อมกันหมด

บนเรือที่นั่งสบาย มีห้องน้ำ ผมคิดว่าเอาเวลา 1 ชั่วโมงระหว่างเรือวิ่ง งีบหลับ…ดีที่สุดครับสถานีรถไฟใต้ดินจากท่าเรือคือสถานี Hong Kong ส่วนโรงแรมที่เราจองเอาไว้อยู่ที่ย่าน Mong Kok

ไปถึงสถานีไม่ต้องทำอะไรครับมุ่งตรงไปที่เคาน์เตอร์ขายบัตร บัตรนี้เขาเรียกว่าบัตร Octopus (บัตรปลาหมึก) สามารถใช้ได้ทั้งรถไฟใต้ดิน รถเมล์ และซื้อของในเซเว่น หรือร้านอาหารอย่างแมคโดนัล บัตรปลาหมึกเราซื้อประมาณ 150 เหรียญ (เอา 4.7 คูณ) เด็กอายุไม่ถึง 12 ได้ราคาพิเศษ

ซื้อบัตรเสร็จเอาบัตรเก็บเข้ากระเป๋าสตางค์ได้เลย เวลาผ่านเครื่อง ก็เอากระเป๋าแตะลงไปที่บอร์ด จากนั้นก็เดินผ่านเครื่องกั้น

รถไฟใต้ดินของฮ่องกงสมบูรณ์แบบมากครับ เพราะมีหลายสาย กระจายไปทั่วทั้งเมือง ประตูออกแต่ละสถานีนั้นไปโผล่ตามจุดต่าง ๆ อย่างเข้าถึงที่หมาย ดังนั้นก่อนขึ้นสถานี จะต้องดูว่าพิกัดที่เราต้องขึ้นประตูอะไรของสถานีนั้น ที่ป้ายจะมีบอกทุกประการ การอ่านป้ายประตูทางออกสำคัญมาก ทำให้เราไม่ต้องเดินวนหรือหลงทิศ

บัตรปลาหมึกซื้อเอาไปใช้เถิดครับ เพราะรถไฟใต้ดินและรถเมล์ที่ฮ่องกงเดินทางสะดวกที่สุด ถูกกว่ารถแท็กซี่แน่นอน

เราพักกันที่โรงแรมเม่ยเม่ย หรือ Mei Mei Motel ใครที่จะไปลองเสิร์จหาชื่อโรงแรมนี้นะครับ เพราะเป็นโรงแรมที่คนไทยไปพักมากที่สุด มีแต่คนไทย แต่แม่บ้านเขาจะพูดได้แต่ภาษาจีน แต่ก็คุยกันรู้เรื่องด้วยภาษาใบ้ แกจะพูดภาษาจีนใส่เรา เราก็พยักหน้าอย่างเดียว จ่ายเงินเสร็จรับกุญแจก็เข้าพักได้

เราไปกันสามคนจึงได้ห้องที่ใหญ่สำหรับเอาเตียงเสริมกางได้

ห้องที่ใหญ่นั้นมีความกว้างประมาณ สองเมตรครึ่ง ยาวสักสามเมตรครึ่ง เป็นห้องพักที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยเดินทางไปทั่วโลก อยู่กันสามคนทุกคนจะเดินไปไหนไม่ได้ครับ ต้องนั่งเฉย ๆ 5555 ข้อดีคือมีห้องน้ำในตัว แล้วเขาดูแลที่นอนหมอนผ้าห่มสะอาด

มองจากหน้าต่างโรงแรม

บริเวณนี้ใกล้กับถนนนาธาน (Nathan Road) เป็นย่านธุรกิจ มีร้านขายของหลากหลายกระจายตัวไปทั่ว

โรงแรมใกล้สถานีรถไฟ ทำให้การเดินทางยิ่งสะดวก

ทางเดินในอาคารโรงแรม ปกติมันคือแฟลต บนตึกนี้ยังมีดรงแรมแบบเดียวกันอีกหลายโรงแรม ลิฟต์จะมีสองด้าน ลิฟต์จะเล็กมาก ตัวหนึ่งหยุด้นคู่ ตัวหนึ่งหยุดชั้นคี่ เวลาเร่งด่วนต้องแบ่งพื้นที่ยืนกันในลิฟต์

จักรยานหน้าโรงแรม

แต่ก่อนเที่ยวต้องหาอะไรรองท้องเสียก่อน ตรงข้ามถนนเป็นร้านเซเว่น ยังไงก็รอดตายแล้ว ซื้อน้ำเปล่ามาตุนเอาไว้สำหรับดื่ม จากนั้นก็มองหาร้านอาหารแถว ๆ โรงแรม ซึ่งร้านดังคือร้านโจ๊ก ขายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ร้านนี้หมายตาเอาไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยมากิน

เดินเข้าไปอีกถนนข้างโรงแรมเช่นกัน ถนนทั้งสายเป็นร้านอาหารทั้งแถบ มีหลายร้านมาก ในที่สุดก็เลือกร้านเป็ดย่างหมูแดง
มาฮ่องกงเป็ดย่างหมูแดงถือว่าห้ามพลาด เพราะของเขาคือต้นตำรับ

ทุกร้านมีสูตรเฉพาะ เป็ดย่าง หมูแดง ย่างเอง เผาเอง รสชาติจึงไม่เหมือนกัน

เข้าไปในร้านบริกรจัดแจงโต๊ะให้นั่ง ทางร้านจะมีเมนูเสียบเอาไว้ทุกโต๊ะ แต่ถ้าร้านไหนไม่มีเมนูอังกฤษเสียบไว้ลองถามเขาว่ามีเมนูอังกฤษไหม บางทีเขาทำเอาไว้ไม่กี่ชุด ถ้าไม่ขอก็ไม่มีให้

แม้ฮ่องกงจะอยู่ในอาณัติอังกฤษถึง 100 ปี แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนว่าวภาษาอังกฤษได้ โดยเฉพาะคนอายุ 30 ขึ้นไปเนี่ย ภาษาจีนลูกเดียวเลยครับ ถึงเราไม่รู้ภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องกลัว เพราะเขาพูดภาษาจีนอย่างเดียว บางร้านโชคดีหน่อย เมนูมีรูปภาพ ดูเสร็จก็ชี้สั่งได้เลย (แต่โชคร้าย ร้านส่วนใหญ่มีแต่เมนูภาษาจีน)

ร้านที่ฮ่องกงพอเราไปนั่งปุ๊ปเขาก็จะเสิร์ฟน้ำเปล่าถ้วยนึงพร้อมตะเกียบกับช้อนสั้น มีคนเคยถามว่าน้ำนั้นเอาไว้กินหรือเอาไว้ล้างตะเกียบ

แล้วก็มีสองกระแสคือบางคนเอาไว้ล้างตะเกียบกับช้อน ด้วยความสงสัยเราจึงถามเขาว่าน้ำนี้เอาไว้กินหรือล้าง เขาทำท่าว่าเอาไว้กิน ผมลอบมองโต๊ะใกล้ ๆ ก็เห็นคนเอาช้อนลงไปแช่ (ซวยแล้วไหมละ) ทว่าวันหลัง ๆ เขาเสิร์ฟ ผมก็กินนะครับ

ผมเดาเอาไว้ว่าปกติคนกินข้าวที่นี่เขาจะสั่งน้ำต่างหากมาอยู่แล้วเช่นโคคาโคล่า กาแฟเย็น น้ำนี่ทางร้านบริการฟรี จะกินก็ได้ จะล้างช้อนก็ไม่ผิด แล้วแต่ตัวบุคคล เพราะบางร้านเสิร์ฟเป็นชาซึ่งแน่นอนว่าเสิร์ฟชาก็ต้องเอาไว้กิน

เป็ด หมูกรอบ ที่นี่เขาจะสับแบบติดกระดูก คนฮ่องกงชอบแบบแทะกระดูกจึงสับมาแบบนี้ หมูหรอบก็เช่นกันเขาจะย่างทั้งตัวหั่นติดกระดูกบ้าง มีกระดูกอ่อนบ้าง ยอมรับว่าหมูกรอบนั้นกรอบอร่อย รสชาติของเขาจะเน้นที่ความเค็ม หมูกรอบหมักจนความเค็มอยู่ทั่ว ซึ่งผมว่ามันอร่อยดี (แต่อาจจะไม่ถูกปากคนไทยซึ่งติดรสหวาน และไม่ชอบแทะกระดูก)

อาหารที่อร่อยอีกอย่างคือหมูแดง รสชาติอร่อยกว่าบ้านเราหลายเท่า เพราะมันจะชุ่มด้วยน้ำเกรวี่ ไม่แห้งผากเหมือนหมูแดงบ้านเรา

ข้อควรระวังอีกอย่างคืออาหารที่นี่จะจานใหญ่มาก หนึ่งจานเท่ากับสองจานบ้านเรา ข้าวให้เยอะ จานเดียวจอด ส่วนผู้หญิงไทยสั่งจานเดียวกินได้สองคนแน่นอนครับ ราคาอาหารมื้อหนึ่งตอกอยู่ที่ 30-50 เหรียญ ขึ้นอยู่กับชนิดอาหารและร้าน ราคาปกติคือ 30 เหรียญ บวกค่าน้ำอีกประมาณ 5-10 เหรียญ

ผมแนะนำว่าควรลองชามะนาวเย็น เขาจะใส่มะนาว (Lemon) เกือบครึ่งลูก พอเขาเสิร์ฟมาแล้วเอาหลอดดุนให้มันนาวลงไปที่ก้นแก้ว เพื่อให้มีกลิ่นมะนาวโชยขึ้นมา ชาก็รสไม่หวานเท่าบ้านเรา แต่มีความขมของชาที่พอดีมาก

หิวข้าวหรือยัง

เห็นภาพบะหมี่กับเป็ดแล้วหิวข้าว กินข้าวแล้วค่อยมาอ่านตอนสองต่อนะครับ

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3

Filed under: สถานที่หนึ่งในหัวใจ, เพลินพรมแดน , , , , , , , , , ,

เชิญร่วมงานชุมนุมช่างวรรณกรรม

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2552 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ตั้งแต่เวลา 10.00 น.

Twitter

  • รายการที่ช่องวิทยุ 96.50 ช่วง 6.30น. โดนถอดจากผังฟ้าผ่า การแทรกแซงสื่อของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เปราะบางเป็นอย่างมาก 1 month ago
  • Update เรื่องที่ http://www.paganini599.wordpress.com เข้าไปอ่านได้ครับ 1 month ago
  • พบกันในงานหนังสือบู๊ธ Alternative Writers O15 นะครับ 2 months ago
  • พรุ่งนี้จัดบู๊ธ ขายงานมหกรรมหนังสือ ที่ศูนย์สิริกิติ์ 2 months ago
  • ทำให้เดือนนี้สบายตัวจนถึงสิ้นเดือน 2 months ago

เรื่องรักธรรมดา: เรื่องรักที่คุณจะไม่มีวันลืม

รวมเรื่องสั้นว่าด้วยความรัก จากปลายปากกาหลายนักเขียนร่วมสมัย

RSS บริษัท เง็กโลหะเจริญ จำกัด

  • ปี๊ปพลาสติกเล็ก
    ปี๊ปพลาสติกเล็ก หรือ ปี๊ปเล็ก มีขนาดเล็กลงมาจากปี๊ปกระจกใหญ่ สามารถนำไปใส่ขนมปังไส้ประรด ไส้ครีมกลิ่นต่าง ๆ เชสชีส ทองม้วน ขนมอบกรอบ ปี๊ปเล็กนี้มีความกว้าง 17.50 เซ็นติเมตร หนา 14.50 เซ็นติเมตร โดยมีความสูงอยู่ที่ 24 เซ็นติเมตร […]
  • ปี๊ปกระจกใหญ่
    ปี๊ปกระจกใหญ่ผลิตจากเหล็กพิมพ์สีเกรดอาหาร กระจกซีลด้วยกาวป้องกันอากาศเข้า ปี๊ปกระจกใหญ่สามารถใส่ขนมได้หนักถึงห้ากิโลกรัม เหมาะสำหรับนำไปใส่ขนมปัง บิสกิต ทองม้วน ขนมขาไก่ […]
  • บริษัท เง็กโลหะเจริญ จำกัด
    บริษัท เง็กโลหะเจริญ จำกัด ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 9/8 หมู่ที่ 9 ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม รหัสไปรษณีย์ 73110 โทรศัพท์ 034-295-424 โทรสาร 034-295-283 […]

Flickr Photos

iris

Winter Road

Sushi Tree

More Photos

วันเวลาที่ผ่านเลย

ธันวาคม 2009
พฤ อา
« พ.ย.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

RSS บทความจาก thaiwriter.net

  • เรื่องน่ารู้ (หรือเปล่า?) เกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ธันวาคม 18, 2009
    Other Author
  • สัมภาษณ์อรุณธาตี รอย : นักเขียนชื่อก้องโลกกับโลกาภิวัตน์ ตุลาคม 28, 2009
    สัมภาษณ์อรุณธาตี รอย : นักเขียนชื่อก้องโลกกับโลกาภิวัตน์ ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักวิชาการและนักแปลอิสระ หมายเหตุ บทความแปลชิ้นนี้ ได้รับมาจากผู้เขียน ทางกองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนต้องขอขอบคุณเอาไว้ ณ ที่นี้ ต้นฉบับของบทความนี้ชื่อ Superstars and Globalization: Interviewing Arundhati Roy by Sonali Kolhatkar, Znet (บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา) บทความฟรี […]
    Other Author
  • ขอเชิญร่วมงานมหกรรมหนังสือครั้งที่ 14 ตุลาคม 13, 2009
    ในงานมหกรรมหนังสือ ครั้งที่ 14 พบกับบู๊ธ ALTERNATIVE WRITERS หมายเลขบู๊ธ O15 โซนซีชั้นหนึ่ง ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 15 – 25 ตุลาคม 2552 ระหว่างเวลา 10.00น.-20.30 น. ที่บู๊ธพบกับหนังสือจากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมายอาทิเช่น สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น ของปราบดา หยุ่น สำนักพิมพ์กำมะหยี่ ผู้จัดพิมพ์งานของมูราคามิ สำนั […]
    Niwat Puttaprasart
  • ปีศาจของกาลเวลา : การรื้อฟื้นงานเสนีย์ เสาวพงศ์ในยุคแสวงหา กันยายน 28, 2009
    ปีศาจของกาลเวลา : การรื้อฟื้นงานเสนีย์ เสาวพงศ์ในยุคแสวงหา ประจักษ์ ก้องกีรติ : เขียน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกริ่นนำ ราวปี 2513 ท่ามกลางบรรยากาศของสังคมไทยยุค "แห่งการพัฒนา", "อเมริกันในไทย" และ "เผด็จการคณาธิปไตย" แม้จะไม่ใช่ปีที่สลักสำคัญจนถูกบันทึกหรือได้รับการจดจำเป็นพิเศษ ในหน้าปฏิทินประวัติศาสตร์ไทย แต่เป็นปีท […]
    Other Author
  • Second Life: ขอต้อนรับสู่โลกเสมือนจริง สิงหาคม 27, 2009
    strong>Second Life: ขอต้อนรับสู่โลกเสมือนจริง [caption id="" align="alignnone" width="455" caption="Second Life"][/caption] จากบุปฝาชนสู่โลกออนไลน์ ในยุค 60 บุปผาชนเบ่งบานจัดตั้งชุมชนอิสระตั้งแต่ซานฟรานซิสโก แอลเอ และนิวยอร์ค พวกเหล่าปัจเจกชนผู้ต่อต้านวัฒนธรรมได้ยึดหัวหาดต่อรองอำนาจ มีแนวคิดในด้านเสรีภาพ การเมือง แล […]
    Niwat Puttaprasart
  • Günter Grass: นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 1999 สิงหาคม 4, 2009
    สมเกียรติ ตั้งนโม: แปล พิมพ์ครั้งแรก : มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน [caption id="" align="alignnone" width="445" caption="Günter Grass"][/caption] กุนเธอร์ กราสส์ (Günter Grass) เกิดในปี ค.ศ.1927 ในเมือง Danzig-Langfuhr * จากครอบครัวเลือดผสมโปลิช-เยอรมัน ภายหลังจากรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหาร และประสบชะตากรรมการตกเป็นเชลยสงครามโด […]
    Other Author
  • สายสัมพันธ์อันแปลกประหลาด สิงหาคม 3, 2009
    [caption id="" align="alignnone" width="284" caption="โปสเตอร์ All About My Mother"][/caption] Todo sobre mi madre: All about my mother: สายสัมพันธ์อันแปลกประหลาด สายสัมพันธ์อันแปลกประหลาด คือแกนกลางที่เปรโด อัลโมโดวาร์ (Pedro Almodóvar) นำเสนอผ่านผลงานภาพยนตร์ของเขามาโดยตลอด ไม่ว่าเขาจะเป็น Talk To Her (Hable con ella […]
    paganini
  • Persona : ความสัมพันธ์จากด้านใน กรกฎาคม 28, 2009
    Ingmar Bergman เป็นผู้กำกับหนังชาวสวีเดนที่มีผลงานการกำกับหนังที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาไม่ได้สร้างหนังเพียงเพื่อบอกเล่าเรื่องราว หรือระบายออกทางความต้องการของตน ทว่าหนังของเบิร์กแมนทะลุทะลวงเข้าสู่ด้านลึกของมนุษย์ ความปรารถนาอันเร้นลับภายในถูกขับดันออกมา ผ่านบุคลิกภาพซับซ้อน -- ภาพ เสียง และเนื้อในของหนัง มันเผยให้เห็นมนุษย์ในแง่งดงาม-อัปลักษณ์ ที […]
    paganini
  • ที่เรียกว่าอำมาตยาธิปไตย กับทุนนิยมสามานย์ กรกฎาคม 27, 2009
    เมื่อ 7 ปีก่อน ในงานรำลึกทศวรรษพฤษภาประชาธรรม วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ผมได้ร่วมอภิปรายหัวข้อ "10 ปีพฤษภา ความทรงจำของสังคมกับการปฏิรูปการเมือง" ณ ห้องประชุม อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่ง รวมทั้ง คุณคำนูณ สิทธิสมาน สื่อมวลชนอิสระซึ่งปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภา […]
    Other Author
  • หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว กรกฎาคม 24, 2009
    อิทธิพลของสัจนิยมมหัศจรรย์เดินทางถึงละตินอเมริกาในช่วงกลางศตวรรษที่ยี่สิบ บทความที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของสัจนิยมมหัศจรรย์ในวรรณกรรมละตินอเมริกาเขียน […]
    Other Author

Watch videos at Vodpod and other videos from this collection.

ratedTop

Since May 2008

  • 22,621 hits