ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ] [ Chapter 2 ] [ Chapter 3 ]

เหมือนเป็นโบนัส ในปีหนึ่งผมมักจะหาเรื่องเดินทางท่องเที่ยว ไปที่ไกลๆ จากบ้านเรา น่าแปลกที่ผมเวียนวกไปวกมาแถวเมืองจีนหลายหน แต่ยังไม่เคยไปฮ่องกง อยู่แค่จมูกแต่ไม่เคยเหยียบ (ที่จริงก็เป็นแบบนี้อยู่บ่อย)
การเดินทางทุกครั้งของผมคือ เที่ยวแบบประหยัด ไม่เดือดร้อนเงินในกระเป๋ามากนัก การเป็นคนชอบเที่ยวก็แบบนี้แหละครับ อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด ขอให้ได้เที่ยวเป็นพอ การเดินทางท่องเที่ยวช่วยให้กลับมาทำงานได้อย่างมีชีวิตชีวา ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่าง เห็นเมืองที่แปลกตา ยังเคยปาวณาในใจว่าหากยังมีชีวิต มีโอกาสขอให้ได้ไปเที่ยวรอบโลก (แต่เป็นเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ)
งบประมาณในการเที่ยวครั้งนี้เบ็ดเสร็จที่ประมาณ หนึ่งหมื่นสามพันบาทบวกลบนิดหน่อยต่อคน ราคานี้รวมค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าบัตรรถ (บัตรปลาหมึก) ค่าเรือ ค่ากระเช้า ค่าอาหาร ค่าบัตรผ่านประตูดิสนีแลนด์ และสารพัดค่าที่จ่ายไป ในจำนวนห้าวันห้าคืน ที่ประหยัดได้อย่างนี้เพราะตั๋วเครื่องบินศูนย์บาท (แต่ต้องเสียค่าภาษีน้ำมัน) ส่วนโรงแรมในฮ่องกงใช้บริการโรงแรมแบบโฮสต์เทล หรือเกสต์เฮาส์ ราคาต่อคืนถูกกว่าโรงแรมใหญ่หลายพันบาท แต่ก็ต้องแลกกับห้องนอนที่เล็กโคตร ๆ โชคดีที่โรงแรมสะอาด-มีห้องน้ำในตัว
ราคาที่พักในฮ่องกงมหาโหดเอาการ คืนหนึ่งสามพันบาทเกือบสี่พันสำหรับโรงแรมสองถึงสามดาว (มาตฐานนี้นอนโรงแรมห้าดาวในเมืองไทยได้สบาย) ดังนั้นการเลือกโฮสต์เทลจึงสมเหตุสมผลที่สุด เพราะเราจะใช้เวลากับการท่องเที่ยวช่วงเช้ายันกลางคืน และกลับมานอนเฉพาะช่วงดึกถึงเช้าเท่านั้น (เอาไว้มีเงินค่อยว่ากัน) โรงแรมจึงเป็นเพียงที่พักเอาแรงให้มีแรงเที่ยวต่อ
การเดินทางครั้งนี้เริ่มจากที่สุวรรณภูมิ ไปลงสนามบินนานาชาติมาเก๊า เครื่องบินใช้เวลาบินประมาณ สองชั่วโมงครึ่งก็ถึงจุดหมาย เที่ยวบินที่เราบินออกจากกรุงเทพประมาณ 7.30 น. (ดังนั้นต้องถึงสนามบินก่อนสองชั่วโมงสำหรับเช็คกระเป๋าและบอร์ดดิ้งพาสต์) มาถึงมาเก๊าตรงเวลามาก จากนั้นก็ปรับเวลานาฬิกาให้เร็วขึ้นชั่วโมงหนึ่ง
จากสนามบินมาเก๊าเรียกแท็กซี่ให้มาส่งที่ท่าเรือเพื่อข้ามไปยังเกาะฮ่องกง (เรื่องมาเก๊าผมจะมาเล่าในตอนท้ายอีกทีนะครับในช่วงขากลับ) ท่าเรือมาเก๊า-ฮ่องกงมีหลายบริษัท ท่านลองเช็คข้อมูลนะครับว่าที่ไหนมีโปรโมชั่นในช่วงที่ท่านเดินทาง
แฟนผมเลือกบริษัทเทอร์โบเจ็ต (Turbo Jet) เพราะซื้อด้วยบัตรวีซ่าไปกลับจะลดราคาอีก 30 % ฮ่องกง-มาเก๊า แม้จะเป็นของประเทศจีน แต่สองดินแดนอยู่ในเขตปกครองพิเศษที่ต่างกัน มาเก๊าเคยเป็นของโปรตุเกส ส่วนฮ่องกงอังกฤษเช่าไปเป็น 100 ปี เพิ่งคืนเกาะเมื่อ 1997 ดังนั้นการเดินทางสู่ทั้งสองเกาะจะต้องแสดงหนังสือเดินทางที่ตรวจคนเข้าเมือง และเขียนใบผ่านทางเข้าออก
เทอร์โบเจ็ตเป็นเรือความเร็วสูง ใช้เวลาวิ่งประมาณหนึ่งชั่วโมง (ตรงเวลาเป๊ะเช่นกัน) บางคนที่ไม่เคยนั่งเรืออาจจะเมาคลื่นได้ ในเวบไซต์มักจะมีคนเตือนเรื่องนี้ แต่สำหรับผมเคยนั่งเรือเร็วไปเกาะเต่า เกาะช้าง เกาะมันนอกที่โหดและกระแทกสุด ๆ มาก่อน มาเจอแบบนี้ก็ไม่มีเอฟเฟ็คอะไรมาก ที่จริงเรือเขาวิ่งได้นิ่มมาก มีโคลงเคลงบ้างแต่น้อย วิธีง่าย ๆ ที่จะไม่เมาเรือก็คือพยายามอย่าไปจ้องอะไรนาน ๆ จุดเดียว พยายามสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ ทั่ว ๆ สลับกับหลับตา หลับได้ก็หลับ อย่าอ่านหนังสือ หรือดูทีวีเด็ดขาด ให้เตรียมยาดงยาดมไปด้วยสำหรับคนเมาคลื่น
ถึงฮ่องกงก็ต้องผ่าน ตม. ท่าเรือตั่งอยู่บนตึก ซึ่งเป้นที่ตั้งของห้างร้าน (จำชื่อไม่ได้) ออกมาจาก ตม. ก็เดินตามคนเยอะ ๆ ลงบันไดเลื่อนไปเริ่มต้นที่รถไฟใต้ดินเลยครับ

นี่เป็นเคาเตอร์ขายตั๋วเรือจากมาเก๊าไปฮ่องกง
เน้นว่าก่อนซื้อตั๋วควรเลือกเที่ยวเรือเผื่อเวลาสำหรับผ่านด่าน ตม. ด้วย เพราะบางเที่ยว คิวเข้าแถวด่าน ตม. ยาวมาก (เน้นว่ายาวมากกกกก)
แต่วันนั้นเราโชคดีที่แถวไม่ยาว (อาจจะเป็นวันธรรมดา) เวลาเรือออกจะมีออกทุกชั่วโมง ตอนที่ซื้อตั๋วเรือเป็นเวลา 10.45 เรือเที่ยวล่าสุดออก 11.00 น. เราเผื่อเวลา 1 ชั่วโมง โดยซื้อตั๋วเรือ 12.00 น.
พอผ่านตรวจเมืองไปได้ไม่นานเพราะคนน้อย เราก็เดินเอาตั๋วเรือไปให้พนักงาน เขาชี้ไปที่ Gate ที่รอเรือ คนเที่ยว 11.00 น. เข้าไปรอแล้ว แต่เขาให้เราเข้าแถวเอาไว้ คือถ้าเรือไม่เต็ม เราก็ไปพร้อมกับเรือเที่ยว 11.00 น. ได้เลย ดังนั้นการซื้อตั๋วเรือเผื่อเอาไว้จึงไม่เสียเที่ยวครับ เพราะเรือไม่เต็ม เขาก็ไล่เราลงเรือไปพร้อมกันหมด
บนเรือที่นั่งสบาย มีห้องน้ำ ผมคิดว่าเอาเวลา 1 ชั่วโมงระหว่างเรือวิ่ง งีบหลับ…ดีที่สุดครับสถานีรถไฟใต้ดินจากท่าเรือคือสถานี Hong Kong ส่วนโรงแรมที่เราจองเอาไว้อยู่ที่ย่าน Mong Kok
ไปถึงสถานีไม่ต้องทำอะไรครับมุ่งตรงไปที่เคาน์เตอร์ขายบัตร บัตรนี้เขาเรียกว่าบัตร Octopus (บัตรปลาหมึก) สามารถใช้ได้ทั้งรถไฟใต้ดิน รถเมล์ และซื้อของในเซเว่น หรือร้านอาหารอย่างแมคโดนัล บัตรปลาหมึกเราซื้อประมาณ 150 เหรียญ (เอา 4.7 คูณ) เด็กอายุไม่ถึง 12 ได้ราคาพิเศษ
ซื้อบัตรเสร็จเอาบัตรเก็บเข้ากระเป๋าสตางค์ได้เลย เวลาผ่านเครื่อง ก็เอากระเป๋าแตะลงไปที่บอร์ด จากนั้นก็เดินผ่านเครื่องกั้น
รถไฟใต้ดินของฮ่องกงสมบูรณ์แบบมากครับ เพราะมีหลายสาย กระจายไปทั่วทั้งเมือง ประตูออกแต่ละสถานีนั้นไปโผล่ตามจุดต่าง ๆ อย่างเข้าถึงที่หมาย ดังนั้นก่อนขึ้นสถานี จะต้องดูว่าพิกัดที่เราต้องขึ้นประตูอะไรของสถานีนั้น ที่ป้ายจะมีบอกทุกประการ การอ่านป้ายประตูทางออกสำคัญมาก ทำให้เราไม่ต้องเดินวนหรือหลงทิศ


บัตรปลาหมึกซื้อเอาไปใช้เถิดครับ เพราะรถไฟใต้ดินและรถเมล์ที่ฮ่องกงเดินทางสะดวกที่สุด ถูกกว่ารถแท็กซี่แน่นอน
เราพักกันที่โรงแรมเม่ยเม่ย หรือ Mei Mei Motel ใครที่จะไปลองเสิร์จหาชื่อโรงแรมนี้นะครับ เพราะเป็นโรงแรมที่คนไทยไปพักมากที่สุด มีแต่คนไทย แต่แม่บ้านเขาจะพูดได้แต่ภาษาจีน แต่ก็คุยกันรู้เรื่องด้วยภาษาใบ้ แกจะพูดภาษาจีนใส่เรา เราก็พยักหน้าอย่างเดียว จ่ายเงินเสร็จรับกุญแจก็เข้าพักได้
เราไปกันสามคนจึงได้ห้องที่ใหญ่สำหรับเอาเตียงเสริมกางได้
ห้องที่ใหญ่นั้นมีความกว้างประมาณ สองเมตรครึ่ง ยาวสักสามเมตรครึ่ง เป็นห้องพักที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยเดินทางไปทั่วโลก อยู่กันสามคนทุกคนจะเดินไปไหนไม่ได้ครับ ต้องนั่งเฉย ๆ 5555 ข้อดีคือมีห้องน้ำในตัว แล้วเขาดูแลที่นอนหมอนผ้าห่มสะอาด

มองจากหน้าต่างโรงแรม
บริเวณนี้ใกล้กับถนนนาธาน (Nathan Road) เป็นย่านธุรกิจ มีร้านขายของหลากหลายกระจายตัวไปทั่ว
โรงแรมใกล้สถานีรถไฟ ทำให้การเดินทางยิ่งสะดวก

ทางเดินในอาคารโรงแรม ปกติมันคือแฟลต บนตึกนี้ยังมีดรงแรมแบบเดียวกันอีกหลายโรงแรม ลิฟต์จะมีสองด้าน ลิฟต์จะเล็กมาก ตัวหนึ่งหยุด้นคู่ ตัวหนึ่งหยุดชั้นคี่ เวลาเร่งด่วนต้องแบ่งพื้นที่ยืนกันในลิฟต์

จักรยานหน้าโรงแรม
แต่ก่อนเที่ยวต้องหาอะไรรองท้องเสียก่อน ตรงข้ามถนนเป็นร้านเซเว่น ยังไงก็รอดตายแล้ว ซื้อน้ำเปล่ามาตุนเอาไว้สำหรับดื่ม จากนั้นก็มองหาร้านอาหารแถว ๆ โรงแรม ซึ่งร้านดังคือร้านโจ๊ก ขายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ร้านนี้หมายตาเอาไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยมากิน
เดินเข้าไปอีกถนนข้างโรงแรมเช่นกัน ถนนทั้งสายเป็นร้านอาหารทั้งแถบ มีหลายร้านมาก ในที่สุดก็เลือกร้านเป็ดย่างหมูแดง
มาฮ่องกงเป็ดย่างหมูแดงถือว่าห้ามพลาด เพราะของเขาคือต้นตำรับ
ทุกร้านมีสูตรเฉพาะ เป็ดย่าง หมูแดง ย่างเอง เผาเอง รสชาติจึงไม่เหมือนกัน
เข้าไปในร้านบริกรจัดแจงโต๊ะให้นั่ง ทางร้านจะมีเมนูเสียบเอาไว้ทุกโต๊ะ แต่ถ้าร้านไหนไม่มีเมนูอังกฤษเสียบไว้ลองถามเขาว่ามีเมนูอังกฤษไหม บางทีเขาทำเอาไว้ไม่กี่ชุด ถ้าไม่ขอก็ไม่มีให้
แม้ฮ่องกงจะอยู่ในอาณัติอังกฤษถึง 100 ปี แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนว่าวภาษาอังกฤษได้ โดยเฉพาะคนอายุ 30 ขึ้นไปเนี่ย ภาษาจีนลูกเดียวเลยครับ ถึงเราไม่รู้ภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องกลัว เพราะเขาพูดภาษาจีนอย่างเดียว บางร้านโชคดีหน่อย เมนูมีรูปภาพ ดูเสร็จก็ชี้สั่งได้เลย (แต่โชคร้าย ร้านส่วนใหญ่มีแต่เมนูภาษาจีน)
ร้านที่ฮ่องกงพอเราไปนั่งปุ๊ปเขาก็จะเสิร์ฟน้ำเปล่าถ้วยนึงพร้อมตะเกียบกับช้อนสั้น มีคนเคยถามว่าน้ำนั้นเอาไว้กินหรือเอาไว้ล้างตะเกียบ
แล้วก็มีสองกระแสคือบางคนเอาไว้ล้างตะเกียบกับช้อน ด้วยความสงสัยเราจึงถามเขาว่าน้ำนี้เอาไว้กินหรือล้าง เขาทำท่าว่าเอาไว้กิน ผมลอบมองโต๊ะใกล้ ๆ ก็เห็นคนเอาช้อนลงไปแช่ (ซวยแล้วไหมละ) ทว่าวันหลัง ๆ เขาเสิร์ฟ ผมก็กินนะครับ
ผมเดาเอาไว้ว่าปกติคนกินข้าวที่นี่เขาจะสั่งน้ำต่างหากมาอยู่แล้วเช่นโคคาโคล่า กาแฟเย็น น้ำนี่ทางร้านบริการฟรี จะกินก็ได้ จะล้างช้อนก็ไม่ผิด แล้วแต่ตัวบุคคล เพราะบางร้านเสิร์ฟเป็นชาซึ่งแน่นอนว่าเสิร์ฟชาก็ต้องเอาไว้กิน


เป็ด หมูกรอบ ที่นี่เขาจะสับแบบติดกระดูก คนฮ่องกงชอบแบบแทะกระดูกจึงสับมาแบบนี้ หมูหรอบก็เช่นกันเขาจะย่างทั้งตัวหั่นติดกระดูกบ้าง มีกระดูกอ่อนบ้าง ยอมรับว่าหมูกรอบนั้นกรอบอร่อย รสชาติของเขาจะเน้นที่ความเค็ม หมูกรอบหมักจนความเค็มอยู่ทั่ว ซึ่งผมว่ามันอร่อยดี (แต่อาจจะไม่ถูกปากคนไทยซึ่งติดรสหวาน และไม่ชอบแทะกระดูก)
อาหารที่อร่อยอีกอย่างคือหมูแดง รสชาติอร่อยกว่าบ้านเราหลายเท่า เพราะมันจะชุ่มด้วยน้ำเกรวี่ ไม่แห้งผากเหมือนหมูแดงบ้านเรา
ข้อควรระวังอีกอย่างคืออาหารที่นี่จะจานใหญ่มาก หนึ่งจานเท่ากับสองจานบ้านเรา ข้าวให้เยอะ จานเดียวจอด ส่วนผู้หญิงไทยสั่งจานเดียวกินได้สองคนแน่นอนครับ ราคาอาหารมื้อหนึ่งตอกอยู่ที่ 30-50 เหรียญ ขึ้นอยู่กับชนิดอาหารและร้าน ราคาปกติคือ 30 เหรียญ บวกค่าน้ำอีกประมาณ 5-10 เหรียญ
ผมแนะนำว่าควรลองชามะนาวเย็น เขาจะใส่มะนาว (Lemon) เกือบครึ่งลูก พอเขาเสิร์ฟมาแล้วเอาหลอดดุนให้มันนาวลงไปที่ก้นแก้ว เพื่อให้มีกลิ่นมะนาวโชยขึ้นมา ชาก็รสไม่หวานเท่าบ้านเรา แต่มีความขมของชาที่พอดีมาก
หิวข้าวหรือยัง
เห็นภาพบะหมี่กับเป็ดแล้วหิวข้าว กินข้าวแล้วค่อยมาอ่านตอนสองต่อนะครับ
ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ] [ Chapter 2 ] [ Chapter 3
ความเห็นล่าสุด