La double vie de Véronique: ปล่อยให้ความตายเก่า เว้นที่ว่างให้ชีวิตใหม่


หากเอ่ยชื่อผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 19 ชื่อของ Krzysztof Kieślowski ยืนอยู่บนแถวหน้าอย่างมิต้องสงสัย ผลงานหนังไตรภาค Trios Couleurs: Bleu, Blanc และRouge เป็นภาพยนตร์ชุดที่สั่นสะเทือนอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมจนยากที่จะเผลอเอ่ยปากด้วยความอัศจรรย์ใจไม่ได้ว่า ปิศาจตนไหนจับยัดไอเดียหนังสามภาคนี้ให้กับผู้กำกับชาวโปลคนนี้ เพื่อที่จะวาดแสงลงบนฟิล์ม จนสามารถสะกดให้ผู้ชมเคลิ้มไคล้ไหลหลงจนยากจะลืมเลือน

คริสทอฟ เคียสโลสกี้ เป็นชาวโปแลนด์เกิดที่กรุงวอร์ซอ พ่อของเขาเป็นวิศวกรเครื่องยนต์ ชีวิตในวัยเด็กจึงอาศัยอยู่ในหลายเมืองเล็ก ๆ เพราะต้องย้ายตามพ่อไปทำงานตามเมืองต่าง ๆ ในช่วงวัยหนุ่มเขาต้องออกจากวิทยาลัยกลางคันเพื่อไปเป็นช่างตัดต่อฟิล์มหนัง แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เคียสโลสกี้ได้เข้าสู่โรงเรียนหนังแห่งโปแลนด์ ที่โรงเรียนหนังเขาได้พบกับโรมัน โปลันสกี้ และแอนเดรจ วัฏดา สองผู้กำกับชาวโปแลนด์ที่โด่งดังในโลกภาพยนตร์ เคียสโลสกี้เริ่มต้นงานในฐานะคนทำงานสารคดีทางโทรทัศน์ หนังสั้นว่าด้วยผู้ใช้แรงงานในโรงงาน หนังทีวีที่สร้างชื่อให้เขาก็คือ Dekalog หนังสั้น 10 เรื่อง เรื่องละประมาณ 1 ชั่วโมง ที่ว่าด้วยเรื่องราวหลายชีวิตของคนหลายอาชีพ ซึ่งฉายทางโทรทัศน์ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ทว่าหนังเรื่องแรกที่ทำให้ผู้ชมทั่วโลกได้รู้จักเขาในฐานะผู้กำกับอย่างจริงจังก็คือ La double vie de Véronique 

La double vie de Véronique หรือ “ทวิภพของเวโรนิค” ช่างตราตรึงและประดิษฐ์ถ้อยคำของหนังอย่างสละสลวยในฐานะของหนังที่เล่าเรื่องโดยปราศจากข้อจำกัด หากจะกล่าวได้ว่าหนังในฐานะศิลปะแขนงที่เจ็ด หนังจึงมีพลังทางด้านเนื้อหาที่เข้มข้นเหนือความบันเทิง หนังยังมีพลังเหนือสัญญะต่าง ๆ ทางจิตรกรรม เพราะว่ามันสามารถเคลื่อนไหวได้มากกว่างานศิลปะบนผืนผ้าใบ หนังสามารถแปรสารจากนิยายเปลี่ยนผ่านเป็นภาพที่แสนตราตรึง รวมถึงดนตรีประกอบที่รายล้อมบรรยากาศ หนังจึงเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่สุดของศิลปะยุคใหม่

ทวิภพของเวโรนิค เล่าเรื่องของเวโรนิคคนแรก (Iréne Jacob) สาวนักศึกษาชาวโปแลนด์นักร้องเสียงโซปราโนสมัครเล่นที่มีพรสวรรค์ เธอกำลังตัดสินใจ และไขว่าคว้าหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่า แม้ว่าเธอยังไม่รู้ว่าจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร ด้วยความโชคดีเธอคัดตัวได้แสดงคอนเสิร์ตสำหรับบทประพันธ์คีตกวีชิ้นใหม่ในวงออร์เครสตร้า ขณะเดียวกันเธอรู้สึกว่ามีตัวเธออีกตนหนึ่ง อยู่ที่ใดที่หนึ่งบนโลก เธอรู้สึกและสัมผัสถึงสิ่งนั้นได้ วันหนึ่งขณะกลับจากการฝึกซ้อม บนจัตุรัสกลางเมืองการประท้วงของนักศึกษาประชาชน หน่วยปราบจราจลยืนแถวตั้งป้อม หว้วงเวลานั้นเธอพบหญิงสาวกำลังกุลีกุจอกลับขึ้นรถบัส เธอหยุดยืน มองภาพผู้หญิงคล้ายเธออีกคนกำลังถ่ายรูปการจลาจลประท้วง เธอยืนหยุดนิ่งนานเท่านาน จนรถบัสนั้นขับออกไป ในวันที่เธอแสดงดนตรี เวโรนิคคนแรกจากโปแลนด์เกิดหัวใจวายบนเวทีขณะแสดง ความตายของเวโรนิคคนแรกเป็นดังความตายเก่าที่เป็นอิสระแล้ว 

ส่วนเวโรนิคคนที่สอง ครูสอนนักเรียนชั้นประถมชาวฝรั่งเศส วันหนึ่งที่โรงเรียนมีกิจกรรมการแสดงเชิดหุ่น เธอตกหลุมรักแรกกับหนุ่มนักเชิดหุ่น ซึ่งเป็นนักเขียนนิยายเยาวชน ระหว่างการแสดง นักเชิดหุ่นกำลังร่ายเรื่องราวของเขา ว่าด้วยการกลายเปลี่ยน-เกิดใหม่ เขาหันไปเห็นเวโรนิคกำลังจับจ้องเขาผ่านกระจก วินาทีนั้นทำให้เขาและเธอต้องใจกัน หลังจากวันนั้นเวโรนิคก็พบว่าเธอถูกชายลึกลับติดตาม เขาส่งเทปบันทึกเสียงให้เธอ และเธอตามรอยไปจนพบ ซึ่งก็คือนักเชิดหุ่นนั่นเอง นักเชิดหุ่นผู้ต้องการคำตอบว่าเธอจะติดตามเขาจนพบหรือไม่ เพราะเขาต้องการข้อมูลเพื่อนำไปเขียนนิยายเรื่องใหม่ เธอถามเขาว่าทำไมต้องเป็นเธอ เขาไม่มีคำตอบ ทว่าคนดูรู้อยู่แล้วก็คือความต้องใจระหว่างกัน ชักนำให้ชะตากรรมของทั้งสองบังเกิดขึ้น

ชีวิตเก่าของเวโรนิคนั้นเป็นเหมือนตัวแทนของคนหนุ่มสาวที่ปราศจากเสรีภาพ พวกเขาและเธอต้องการพื้นที่ในการแสดงออก หลุดพ้นจากสภาพชีวิตเดิม ๆ สังคมเดิม ๆ ทั้งระบบการเมืองรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ (ความเสมอภาค) ขณะเดียวกันเวโรนิคอีกคนบนดินแดนเสรีภาพ เธอโดดเดี่ยวไม่มีคนเข้าใจ จนกระทั่งเธอได้พบกับนักเชิดหุ่น เธอค้นหาสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่เขาส่งมา และรับรู้ได้ว่า ชีวิตคู่ขนานเหมือนไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดจบ เธอมองความรักคือความบริสุทธิ์จนถึงขั้นไร้เดียงสา แล้วเธอคิดว่าบางทีชีวิตเป็นความบังเอิญ พระเจ้าเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่มนุษย์ ภายหลังเมื่อเธอล่วงรู้ว่า เธอถูกนักเชิดหุ่นกำหนดให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เธอจึงรู้สึกต่อต้าน บทหนังเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยสองสามเหตุการณ์ ก่อนจะนำเข้ามาสู่บริบทเดียวกันในตอนจบ ในตอนท้ายนักเชิดหุ่นได้ประดิษฐ์หุ่นเวโรนิคขึ้นมาสองตัว เธอถามว่าทำไมต้องสองตัว เขาตอบว่าเผื่อเสียหายในระหว่างการแสดง ทว่าอีกประโยคเขาพูดขึ้นว่านิยายของเขาที่กำลังจะเขียน เขียนถึงหญิงสาวสองคนที่เกิดจากสถานที่แตกต่าง แต่พวกเธอป็นคนเดียวกัน และในตอนจบเวโรนิคขับรถไปเยี่ยมพ่อของเธอ นั่นอาจจะเป็นตอนเริ่มต้นของนิยาย ซึ่งถูกหลอมรวมอยู่ในเนื้อเดียวกันระหว่างที่ว่างและเวลาที่เราไม่สามารถล่วงรู้ได้ 

La double vie de Véronique ไม่เพียงนำเสนอวิถีชีวิตของคนหนุ่มสาวแห่งยุค หรือการแสวงหาความหมายของชีวิตดาษดื่น ทว่ามันได้ขุดลึกลงไปสู่พื้นที่ว่างกลางใจ ความตายเก่าของตัวเราเองในอีกด้านหนึ่ง จึงกำหนดวิถีชีวิตของเราในอีกมิติให้แจ่มกระจ่างและขื่นตรม ทวิภพของเวโรนิคจึงเป็นเหมือนการฆ่าร่างกายของเราในอดีต เพื่อสร้างตัวตนใหม่ ซึ่งแตกต่างกว่า และเราเห็นภาพลักษณ์แบบนี้ได้ในสังคมยุคใหม่เช่นปัจจุบัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s